Bitazza Thailand Blog

Cryptocurrency คืออะไร? เงินดิจิทัลที่กำลังเปลี่ยนโลกการเงิน

เขียนโดย Bitazza Team - 13 ก.พ. 2025, 15:30:00

 

ในแต่ละยุคสมัยจะมีนวัตกรรมที่เปลี่ยนโลกเกิดขึ้นมาไม่มากนัก และ Cryptocurrency คือหนึ่งในนวัตกรรมดังกล่าวที่เข้ามาเปลี่ยนโลกการเงินและวิถีชีวิตของมนุษย์ไปอย่างสิ้นเชิง วันนี้เลยพาทุกคนเข้ามาทำความรู้จักโลกของเหรียญคริปโตให้มากขึ้นว่าโลกของคริปโตเคอเรนซีคืออะไร จุดประสงค์ที่สร้างคืออะไร ใช้งานอย่างไร และทำไมจึงเปลี่ยนโลกการเงิน?

 

Cryptocurrency คืออะไร

คริปโตเคอร์เรนซี่ คือ สินทรัพย์ดิจิทัล ที่มีการเข้ารหัสและรักษาความปลอดภัยชั้นสูง เพื่อยืนยันความถูกต้องในการทำธุรกรรม เหรียญเหล่านี้ถูกดีไซน์ออกมาเพื่อเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยน ชำระหนี้สินต่าง ๆ บนโลกออกไลน์ เหมือนสกุลเงินทั่ว ๆ ไป เพียงแต่ไม่สามารถจับต้องได้ โดยปัจจุบันมีประเทศที่ให้การรองรับในการใช้เหรียญดิจิทัล ใช้ชำระหนี้ตามกฏหมายได้มากพอสมควร เพื่อตามให้ทันพฤติกรรมการใช้จ่ายให้ทันกับเทรนด์โลก ที่เกิดขึ้นในปัจจุบันอีกด้วย

ถ้ามองอีกมุมคริปโตเคอเรนซี่ คือ สกุลเงินเงินอีกสกุลเหมือนกับดอลลาร์ บาท เยน หรือหยวน ที่ทำการแลกเปลี่ยนผ่านการเข้ารหัส และไม่สามารถพิมพ์ออกมาได้ แต่สิ่งที่ต่างกันของเหรียญคริปโตฯ เมื่อเทียบกับเงินสด ก็คือสภาพคล่องที่แลกเปลี่ยนค่อนข้างยาก รวมถึงมูลค่าของเงินดิจิทัล จะอิงอยู่กับเครือข่ายบล็อกเชน (Blockchain) ทำให้การจำกัดมูลค่าของเงินไม่สามารถทำได้โดยรัฐบาล จำนวนทองคำ ทำให้คริปโตเคอเรนซี่ไม่มีใครเป็นเจ้าของสกุลเงินนั้นอย่างแท้จริง ซึ่งทำให้คริปโตเคอเรนซี่แตกต่างจากสกุลเงินธรรมดานั่นเอง

 

จุดประสงค์หลักของ Cryptocurrency คืออะไร

สำหรับจุดประสงค์หลักของคริปโตเคอเรนซี่ที่คนทั่วโลกยกให้เป็นการเปลี่ยนโลกการเงินได้อย่างสิ้นเชิง นั่นก็คือ ‘การกระจายอำนาจ’ ที่ไม่ถูกครอบงำ และไม่ถูกบังคับใช้โดยข้อกฏหมายหรือรัฐบาล ด้วยการทำงานของคริปโตเคอเรนซี่ จะใช้ระบบบล็อกเชนในการยืนยันธุรกรรมแทนจำนวนของสินทรัพย์ อย่าง ‘ทอง’ หรือ ‘ระบบเศรษฐกิจ’ ทำให้เกิดความถูกต้อง โปร่งใส ปลอมแปลงยาก ทุกคนในเครือข่ายสามารถรับรู้ความเคลื่อนไหวของบล็อกเชนเหล่านั้นได้อย่างเท่าเทียม 

 

Cryptocurrency มีหลักการทำงานอย่างไร 

สำหรับหลักการทำงานของคริปโตฯ คือ การทำงานผ่านระบบบล็อกเชน (Blockchain) ในการเข้ารหัสคอมพิวเตอร์ และบันทึกข้อมูลเป็นบล็อก ๆ เชื่อมโยงกันเป็นสายโซ่ต่อไปเรื่อย ๆ ย้อนกลับไม่ได้ ไม่สามารถปลอมแปลงหรือแก้ไขได้ หลักการของบล็อกเชน เปรียบเสมือน การที่ทุกคนในเครือข่ายมีสมุดจดธุรกรรมคนละหนึ่งเล่ม เมื่อเกิดธุรกรรมใดขึ้น ทุกคนก็จะจดธุรกรรมนั้นเหมือนกัน มีประวัติการจดที่สามารถเข้าดูได้ และไม่สามารถแก้ไขได้ 

เมื่อพิสูจน์ได้ว่าธุรกรรมถูกต้องแล้ว ก็จะจัดเก็บธุรกรรมนั้นเป็นบล็อก ๆ ต่อเนื่องไป ข้อมูลธุรกรรมจะถูกจัดเก็บแบบกระจายศูนย์ ไม่สามารถแก้ไขหรือทำลายได้ ทำให้ปราศจากการควบคุมโดยรัฐบาล หรือตัวกลางนั่นเอง ทำให้ธุรกรรมเหล่านี้น่าเชื่อถือ โปร่งใสและปลอดภัยสูง

 

 

รูปแบบการยืนยันธุรกรรมของ Cryptocurrency 

เมื่อระบบจัดเก็บแบบกระจายศูนย์จำเป็นต้องพึ่งพาเครือข่ายในการประมวลผล เพื่อพิสูจน์ธุรกรรมที่เกิดขึ้น การยืนยันธุรกรรมในระบบจำนวนมากจึงมีความสำคัญ จึงทำให้หากใครคนใดพิสูจน์ธุรกรรมนั้นได้เร็วที่สุดก็จะได้ผลตอบแทนเป็นเหรียญสกุลนั้น ๆ ไป ซึ่งการพิสูจน์ธุรกรรมนั้นมีคอนเซ็ปท์ในการพิสูจน์ หรือเรียกว่า ‘Consensus Algorithm’ มีหลากหลายรูปแบบ เช่น

  • Proof of work (PoW)
  • Proof of Stake (PoS)
  • Proof of Authority (PoA)
  • Proof of Burn (PoB)

โดยคอนเซ็ปท์ ‘Proof of work (PoW)’ หรือ ’การพิสูจน์ด้วยการลงแรง’ เป็นคอนเซ็ปท์ดั้งเดิมในการพิสูจน์ธุรกรรมโดยการใช้การประมวลผลของคอมพิวเตอร์เพื่อแก้สมการทาง ‘Cryptographic’ โดยผู้ที่แก้สมการได้สำเร็จเพียงคนเดียวจะได้รางวัลไปเป็นเหรียญในสกุลนั้น จึงทำให้เกิดการวางระบบประมวลผลขนาดใหญ่จนกลายเป็นเหมืองหรือที่คุ้นหู คือการ ‘ขุดเหมือง’ หรือทำฟาร์มนั่นเอง อย่างไรก็ตามคอนเซ็ปท์การพิสูจน์ของแต่ละเหรียญจะแตกต่างกันออกไป

 

Cryptocurrency มีกี่ประเภท 

ประเภทของคริปโตเคอเรนซี่ที่นิยมและมีอยู่ในปัจจุบันสามารถแบ่งได้ทั้งหมด  7 แบบ ดังนี้

 

1. Store of Value-กลุ่มรักษามูลค่า

เป็นเหรียญที่เก็บรักษามูลค่าโดยที่มีอุปทานจำนวนจำกัด และสร้างกำลังซื้อได้เมื่อเวลาผ่านไป ต่างจากแบบอื่น ๆ อย่าง ‘เงิน Fiat’ ที่มีอุปทานจากการพิมพ์เงินมารองรับในระบบเศรษฐกิจ ซึ่งเมื่อเวลาผ่านไปจึงอาจเกิดสภาวะเงินเฟ้อขึ้น โดยเหรียญกลุ่มนี้ที่ยอดนิยมนั่นก็คือ Bit Coin (BTC) , Litecoin (LTC) , Bitcoin Cash (BCH) เป็นต้น

 

2. Smart Contract-กลุ่มสัญญาอัจฉริยะ

เป็นกลุ่มเหรียญคริปโตที่ดำเนินการตามธุรกรรมอัตโนมัติโดยไม่มีตัวกลาง โดยมีการกำหนดขั้นตอนการทำธุรกรรมไว้ล่วงหน้าผ่านระบบดิจิทัล ทำให้อำนวยความสะดวกให้กับนักพัฒนาในการสร้างแพลตฟอร์ม ‘DeFi’ หรือแอปพลิเคชันแบบ ‘Decentralized application (Dapp)’ โดยเหรียญที่อยู่ในกลุ่มนี้ คือ เหรียญ Ethereum (ETH), Cardano (ADA), Solana (SOL) และ Kusama (KSM) เป็นต้น

 

3. Stable Coin-กลุ่มเหรียญเสถียรภาพ

เป็นกลุ่มเหรียญที่อิงมูลค่าตามสินทรัพย์บางอย่างที่มีความเสถียรเพื่อเป็นเหรียญกลางในการแลกเปลี่ยนจากเงินทั่วไป (Fiat) ไปเป็นเหรียญคริปโต นั่นเอง โดยการอ้างอิงสินทรัพย์ของสกุลนี้แบ่งได้เป็น 4 แบบดังนี้

  • Fiat-Collateralized (อ้างอิงด้วยเงินเฟียต)
  • Commodity-Collateralized (อ้างอิงด้วยสินค้าโภคภัณฑ์)
  • Crypto-Collateralized (อ้างอิงด้วยคริปโต)
  • Non-Collateralized (ไม่อ้างอิงด้วยอะไรเลย)

โดยเหรียญในกลุ่มนี้อย่าง เหรียญ “USDT” และ “USDC” จะใช้สกุลเงินดอลลาห์สหรัฐฯ ในการอ้างอิงด้วยอัตราส่วน 1:1

 

4. DeFi-กลุ่มเหรียญไร้ตัวกลาง

เป็นระบบคริปโตเคอเรนซี่แบบไร้ตัวกลางย่อมาจาก ‘Decentralized Finance’ ที่โปรโตคอลและแพลตฟอร์มส่วนใหญ่ถูกสร้างบน ‘Etherium Blockchain’ หรือเรียกว่า ‘โทเคน’ ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับว่าแบรนด์ไหนจะเรียกชื่อโทเคนว่าอะไร และใช้งานได้เฉพาะแพลตฟอร์มของผู้ออกเหรียญหรือที่เกี่ยวข้องเท่านั้น มูลค่าก็ขึ้นอยู่กับความนิยมของแพลตฟอร์มและมูลค่าของ DeFi นั้น ๆ เหรียญที่อยู่ในกลุ่มนี้ เช่น Avalanche (AVAX), Uniswap (UNI), Pancakeswap (CAKE), Aave (AAVE) เป็นต้น 

 

5. Value Transfer-กลุ่มส่งต่อมูลค่า

เป็นเหรียญคริปโตเคอเรนซี่ที่มีคอนเซ็ปท์คือ การย้ายมูลค่าของสกุลเงินหนึ่งไปสกุลเงินหนึ่งโดยมีค่าธรรมเนียมต่ำ มีความรวดเร็วในการทำธุรกรรม เหรียญกลุ่มนี้เหมือนกับระบบการโอนเงินข้ามประเทศหรือระบบ ‘SWIFT’ นั่นเอง โดยพัฒนาและออกแบบเพื่อส่งต่อมูลค่าผ่านอินเตอร์เน็ต โดยเหรียญกลุ่มนี้มีดังนี้ Ripple (XRP) และ Stellar (XLM) Stellar (XLM), OMG (OMG Network) และ Velo (VELO) เป็นต้น

 

6. GameFi-กลุ่มเหรียญในเกม

เหรียญคริปโตเคอเรนซี่ที่สร้างขึ้นมาเพื่อใช้ในเกมหรือโลกเสมือนจริง โดยเหรียญเหล่านี้ใช้จ่ายภายในเกมนั้น ๆ เพื่อซื้อไอเทม ของตกแต่ง อาวุธ ไปจนถึงค่าธรรมเนียม หรือขายบนกระดานแลกเปลี่ยนก็ได้ เป็นต้น โดยเหรียญกลุ่มนี้มีดังนี้ Decentraland (MANA), The Sandbox (SAND), Axie Infinity (AXS) และ My Neighbor Alice (ALICE) เป็นต้น

 

7. Meme Coin-เหรียญมีม

เป็นเหรียญที่สร้างมาเพื่อเป็นกระแส เพื่อความสนุก โดยได้แรงบันดาลใจจากกระแสบนโลกออนไลน์ จากคนมีชื่อเสียง หรือเหตุการณ์บางอย่างที่เกิดขึ้นจนเป็นกระแส ซึ่งเหรียญเลห่านี้มีความหลากหลายและความผันผวนสูง เช่น Dogecoin (DOGE), Shiba Inu (SHIB), PEPE (PEPE), Dogwifhat (WIF) เป็นต้น

 

Cryptocurrency มีข้อดี ข้อเสียอย่างไร

แน่นอนว่าการเทรดเหรียญเหล่านี้ย่อมมีข้อดีที่มาก และข้อเสียก็เยอะไม่แพ้กัน ซึ่งการลงทุนต่าง ๆ ก็ย่อมต้องใช้วิจารณญาณอย่างมากในการตัดสินใจลงทุน โดยรวบรวมข้อดีและข้อเสียเอาไว้พิจารณาได้ ดังนี้

ข้อดีของ Cryptocurrency

  • สร้างผลกำไรที่สูงในระยะสั้น มีมูลค่าการเติบโตรวดเร็ว
  • มีความปลอดภัยสูง โปร่งใส ถูกปลอมแปลงยาก
  • เข้าตลาดง่าย เทรดได้ตลอดเวลา ซื้อขายรวดเร็ว
  • สามารถกระจายความเสี่ยงจากสินทรัพย์ที่จับต้องได้ ไปสู่สินทรัพย์ดิจิทัลได้

ข้อเสียของ Cryptocurrency

  • ผันผวนสูง มีความเสี่ยงสูง
  • ไม่มีกฏหมายควบคุม หรือมีการค้ำประกัน
  • มีความเสี่ยงที่รหัสหรือรหัสกระเป๋าเงินดิจิทัลสูญหาย
  • มีความซับซ้อนทางเทคนิคสูงในการเตรียมพร้อมหรือการเข้าลงทุน

 

 

เหรียญคริปโตที่ได้รับความนิยมมากที่สุด

เหรียญที่ได้รับความนิยมอย่าง ‘Bitcoin’ ที่นักลงทุนยกให้เป็นเหรียญที่เป็นดัชนีชี้วัดภาพรวมของการเทรดคริปโตเคอเรนซี่ที่ยุคสมัยก่อนเคยมีคนนำเหรียญนี้ไปซื้อพิซซ่ามากถึง 10,000 BTC จะเห็นได้ว่ามูลค่าในอดีตเมื่อเทียบกับปัจจุบันแตกต่างกันอย่างมาก 

รวมถึงยังมีบางคนลงทุนจ้างบริษัทเพื่อขุ้ยกองขยะค้นหาฮาร์ดดิสก์ที่มีบิทคอยน์จำนวน 300 BTC อีกด้วย สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นจากมูลค่าและความผันผวนของเหรียญดิจิทัลที่เกิดขึ้น และเปลี่ยนแปลงโลกการเงินไปอย่างสิ้นเชิง อย่างไรก็ตามหากชั่งน้ำหนักและตัดสินใจลงทุนกับเหรียญคริปโตก็สามารถทำการซื้อขายได้ไม่ยาก ผ่านผู้ให้บริการที่น่าเชื่อถือ โดยมีวิธีการซื้อขายดังนี้

 

วิธีการซื้อขายเหรียญคริปโตเคอเรนซี

เมื่อเลือกผู้ให้บริการที่น่าเชื่อถือแล้ว เพียงแค่สมัครเปิดบัญชีลงทุนก็สามารถเทรดเหรียญที่ต้องการได้ทันที ขั้นตอนการเริ่มซื้อเหรียญคริปโตกับ Bitazza มีขั้นตอนคร่าว ๆ ดังนี้

  • เปิดบัญชีกับผู้ให้บริการ ยืนยันอีเมล์ สร้างรหัสผ่าน
  • ทำการยืนยันบัญชี โดยการกรอกข้อมูลส่วนบุคคล พร้อมยืนยันตัวตนผ่านบัตรประชาชน
  • เพิ่มบัญชีธนาคารในการฝาก/ถอนเงิน
  • เริ่มเทรดได้ทันทีผ่านแอปพลิเคชัน/เว็บไซต์

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Cryptocurrency


คริปโตกับบิทคอยน์ ต่างกันยังไง

บิทคอยน์เป็นเหรียญคริปโตเคอเรนซี่ชนิดหนึ่ง โดยเป็นเหรยญที่อยู่ในประเภท Store of Value ที่สร้างมูลค่าสูงสุดของการลงทุนคริปโต ซึ่งยังมีเหรียญคริปโตฯ ที่สามารถลงทุนหรือศึกษาตลาดได้อีกจำนวนมาก

คริปโตกับเงินเฟียต (Fiat) ต่างกันยังไง

ความแตกต่างระหว่างคริปโตฯ กับเงินเฟียต ที่เห็นได้ชัดที่สุดคือ การสัมผัสและจับต้องได้ โดยเงินเฟียตเป็นเงินตราที่สามารถจับต้องได้อยู่ในรูปแบบธนบัตรหรือเหรียญ และมีรัฐบาลเป็นผู้รับรอง ต่างจากคริปโตฯ ที่เป็นเงินในระบบดิจิทัล มีเพียงเครือข่ายบล็อกเชนพิสูจน์ว่าธุรกรรมถูกต้องและไม่มีศูนย์กลางนั่นเอง

คริปโตมีความปลอดภัยหรือไม่

ความปลอดภัยขึ้นอยู่กับความรู้ ความเชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ หากมีมาตรการในการรับมือเพียงพอ กระเป๋าดิจิทัลก็สามารถเก็บรักษาได้อย่างปลอดภัยได้

 

จะเห็นได้ว่า ‘Cryptocurrency’ คือ สินทรัพย์ดิจิทัลชนิดหนึ่งที่เปลี่ยนโลกการเงินไปไปตลอดกาล ทำให้เกิดนวัตกรรมทางการเงินใหม่ ๆ ที่น่าสนใจและเปลี่ยนแนวคิดทางการเงินได้อย่างสิ้นเชิง โดยเฉพาะระบบการเงินที่ผูกกับรัฐบาลต่าง ๆ ซึ่งเหรียญคริปโตฯ เข้ามาท้าทายความเชื่อมั่นโดยตรงต่อประชาชนในประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก ทำให้เกิดมาตรการและข้อกฎหมายต่าง ๆ รองรับหรือกีดกันเหรียญคริปโตฯ นั่นเอง แน่นอนว่าหากสนใจหรือต้องการการลงทุนควรศึกษาข้อมูลและระดับความเสี่ยงที่เกิดขึ้นก่อนตัดสินใจลงทุน

 

คำเตือน

*คริปโทเคอร์เรนซีและโทเคนดิจิทัลมีความเสี่ยงสูง ท่านอาจสูญเสียเงินลงทุนได้ทั้งจำนวน โปรดศึกษาและลงทุนให้เหมาะสมกับระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ 
**บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อการศึกษาเท่านั้น ไม่ได้มีวัตถุประสงค์ในการให้คำแนะนำทางการเงินแต่อย่างใด