Bitazza Thailand Blog

Algorithm คืออะไร? อธิบายเข้าใจง่าย พร้อมตัวอย่างในชีวิตจริง

เขียนโดย Bitazza Team - 16 ธ.ค. 2025, 10:34:56

 

“Algorithm” คือ คำที่เราได้ยินกันบ่อยในโลกยุคดิจิทัล ไม่ว่าจะเป็นด้านเทคโนโลยี การลงทุน คริปโตเคอร์เรนซี หรือแม้แต่การใช้งานแอปพลิเคชันในชีวิตประจำวัน บทความนี้จะพาคุณไปรู้จักกับ “Algorithm คืออะไร” แบบเข้าใจง่าย พร้อมตัวอย่างจากชีวิตจริง และการใช้อัลกอริทึมในระบบ Blockchain และ Cryptocurrency ที่เทรดเดอร์หลายคนไม่ควรพลาด!

 

Algorithm คืออะไร?

Algorithm (อัลกอริทึม) คือ ชุดคำสั่งหรือขั้นตอนที่ถูกจัดเรียงอย่างมีลำดับเพื่อใช้แก้ปัญหาหรือดำเนินงานบางอย่างให้สำเร็จ โดยมีจุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุดที่ชัดเจน อัลกอริทึมสามารถพบได้ทั้งในชีวิตประจำวันและในระบบดิจิทัล เช่น วิธีต้มบะหมี่ การค้นหาคำในพจนานุกรม หรือระบบแนะนำวิดีโอบน YouTube ซึ่งทั้งหมดต่างอาศัยอัลกอริทึมในการตัดสินใจและดำเนินการอย่างแม่นยำ จุดเด่นของอัลกอริทึมคือการทำงานซ้ำได้ ให้ผลลัพธ์ที่คงที่ และสามารถประยุกต์ใช้ได้หลากหลาย ตั้งแต่การประมวลผลข้อมูล การเข้ารหัส การลงทุน ไปจนถึงระบบบล็อกเชนและปัญญาประดิษฐ์ในยุคปัจจุบัน

 

 

ทำไม “Algorithm” จึงสำคัญในอุตสาหกรรมคริปโต

  1. เพิ่มความปลอดภัยของธุรกรรม
    อัลกอริทึมทำหน้าที่เข้ารหัสข้อมูลสำคัญในระบบบล็อกเชน เช่น ข้อมูลการโอนเหรียญหรือการเซ็นสัญญาอัจฉริยะ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการปลอมแปลงหรือโจมตีจากผู้ไม่หวังดี ด้วยเทคนิคที่เรียกว่า Cryptographic Algorithm เช่น SHA-256 หรือ Ed25519 ที่ช่วยให้ข้อมูลทุกธุรกรรมถูกเก็บไว้อย่างปลอดภัยและตรวจสอบย้อนหลังได้เสมอ

  2. ยืนยันธุรกรรมแบบกระจายศูนย์ (Decentralized Verification)
    อัลกอริทึมทำหน้าที่คัดเลือกผู้มีสิทธิ์ในการยืนยันธุรกรรม โดยไม่ต้องผ่านตัวกลางอย่างธนาคารหรือองค์กรใดองค์กรหนึ่ง เช่น ระบบ Proof of Work (PoW) ที่ใช้พลังคอมพิวเตอร์แก้สมการคณิตศาสตร์ หรือ Proof of Stake (PoS) ที่ใช้เหรียญคริปโตแทนหลักประกัน วิธีเหล่านี้ช่วยให้ระบบมีความโปร่งใส ไม่ถูกควบคุมโดยใครคนใดคนหนึ่ง และมีความน่าเชื่อถือสูง

  3. ขับเคลื่อนกระบวนการสร้างเหรียญ (Mining / Staking)
    ในโลกของคริปโตเคอร์เรนซี อัลกอริทึมเป็นกลไกหลักในการสร้างเหรียญใหม่เข้าสู่ระบบ เช่น Bitcoin ที่ใช้การขุดเหรียญผ่าน PoW ซึ่งต้องใช้กำลังประมวลผลสูง และ Ethereum 2.0 ที่เปลี่ยนมาใช้ PoS ซึ่งให้ผู้ถือครองเหรียญวางเดิมพันเพื่อช่วยรักษาความปลอดภัยและรับรางวัลตอบแทน กลไกเหล่านี้ควบคุมโดยอัลกอริทึมทั้งหมด ทำให้กระบวนการผลิตเหรียญเป็นธรรมและสมดุล

  4. ควบคุมระบบเศรษฐกิจของเหรียญ
    อัลกอริทึมยังทำหน้าที่ควบคุมอุปทาน การหมุนเวียนของเหรียญในระบบ และบางกรณียังช่วยรักษาเสถียรภาพของราคาด้วย เช่น เหรียญ LUNA (Terra) ที่เคยใช้อัลกอริทึมในการตรึงมูลค่า Stablecoin UST ให้อยู่ที่ 1 ดอลลาร์ ผ่านกระบวนการ Mint & Burn แม้โมเดลนี้จะล้มเหลวในภายหลัง แต่ก็แสดงให้เห็นถึงบทบาทเชิงลึกของอัลกอริทึมในการบริหารกลไกเศรษฐกิจภายในบล็อกเชนและคริปโตเคอร์เรนซี

 

 

ประเภทของ Algorithm ที่ใช้ใน Blockchain และ Crypto

Consensus Algorithm คือ กลไกที่เครือข่ายบล็อกเชนใช้เพื่อให้ทุกโหนด (Node) หรือผู้ใช้งานในเครือข่ายเห็นพ้องต้องกันเกี่ยวกับความถูกต้องของธุรกรรม แม้จะไม่มีตัวกลางอย่างธนาคาร ระบบนี้มีความสำคัญต่อการรักษาความปลอดภัย ความโปร่งใส และความน่าเชื่อถือของระบบคริปโต ซึ่งมีหลายรูปแบบที่แต่ละเหรียญเลือกใช้ตามวัตถุประสงค์ของเครือข่าย

  • Proof of Work (PoW)
    กลไกที่ให้ "นักขุด" แข่งกันแก้สมการคณิตศาสตร์ที่ซับซ้อน ผู้ที่แก้ได้ก่อนจะมีสิทธิ์เพิ่มบล็อกใหม่และรับรางวัลเป็นเหรียญ เช่น Bitcoin และ Litecoin โดยต้องใช้พลังงานไฟฟ้าและฮาร์ดแวร์ประสิทธิภาพสูง ซึ่งแม้จะปลอดภัย แต่ก็มีข้อเสียเรื่องต้นทุนและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

  • Proof of Stake (PoS)
    ยืนยันธุรกรรมตามจำนวนเหรียญที่ผู้ใช้วางไว้เป็นหลักประกัน (Stake) ผู้ที่ถือเหรียญมากจะมีโอกาสยืนยันธุรกรรมมากขึ้น เช่น Ethereum 2.0 ซึ่งใช้พลังงานน้อยกว่ามากเมื่อเทียบกับ PoW และกำลังกลายเป็นมาตรฐานใหม่ของบล็อกเชนยุคปัจจุบัน

  • Delegated Proof of Stake (DPoS)
    ระบบที่เปิดให้ผู้ถือเหรียญโหวตเลือก "ผู้แทน" หรือ Validator มาทำหน้าที่ตรวจสอบธุรกรรม เช่น EOS และ Terra (LUNA) โดยระบบนี้ทำงานได้รวดเร็ว ใช้พลังงานน้อย และเหมาะกับแอปพลิเคชันที่ต้องการประสิทธิภาพสูง แต่ก็มีข้อกังวลเรื่องความรวมศูนย์ของอำนาจการตัดสินใจ

  • Proof of Authority (PoA)
    ใช้ตัวตนของผู้ตรวจสอบที่ได้รับการรับรองแทนที่จะใช้พลังขุดหรือเหรียญ ระบบนี้ให้ความสำคัญกับชื่อเสียงและความน่าเชื่อถือของผู้ตรวจสอบ เช่น VeChain เหมาะกับองค์กรหรือระบบที่ต้องการการควบคุมแบบมีผู้ดูแล

  • Proof of History (PoH)
    อัลกอริทึมเฉพาะของ Solana ที่สร้างลำดับเหตุการณ์ของธุรกรรมแบบต่อเนื่อง (Timestamp) ช่วยให้ตรวจสอบความถูกต้องได้โดยไม่ต้องประมวลผลทุกธุรกรรมพร้อมกัน จึงทำให้เครือข่ายเร็วและรองรับธุรกรรมได้จำนวนมากในเวลาสั้น

  • Proof of Burn (PoB)
    ระบบที่ผู้ใช้ต้อง “เผา” หรือทำลายเหรียญบางส่วน (โอนไปยังที่อยู่ที่ไม่สามารถเข้าถึงได้) เพื่อแลกสิทธิ์ในการขุดหรือรับรางวัล เหมือนการลงทุนล่วงหน้า เหรียญที่เคยใช้ระบบนี้คือ Slimcoin จุดเด่นคือช่วยควบคุมปริมาณเหรียญในระบบ

  • Proof of Capacity (PoC)
    ใช้พื้นที่ว่างในฮาร์ดไดรฟ์ (แทนการใช้พลังประมวลผล) ในการจัดเก็บชุดข้อมูลล่วงหน้า เมื่อถึงเวลาขุดระบบจะเลือกผู้ที่มีข้อมูลตรงที่สุด เช่น Burstcoin วิธีนี้ประหยัดพลังงานมากกว่า PoW และเหมาะสำหรับผู้ใช้งานทั่วไป

 

Cryptographic Algorithm คือ กลุ่มของอัลกอริทึมที่มีหน้าที่ในการเข้ารหัสและถอดรหัสข้อมูล เพื่อความปลอดภัยของธุรกรรมในระบบบล็อกเชน ซึ่งจะช่วยยืนยันว่า ข้อมูลที่บันทึกไว้ไม่ถูกแก้ไข ปลอมแปลง หรือขโมยระหว่างทาง โดยใช้หลักการของคณิตศาสตร์และการแฮช (Hashing) เข้ามาช่วยประมวลผล ซึ่งในวงการคริปโตฯ มีการใช้อัลกอริทึมเข้ารหัสหลายรูปแบบที่สำคัญ ดังนี้

  • SHA-256 (Secure Hash Algorithm 256-bit)
    เป็นอัลกอริทึมการแฮชที่พัฒนาโดย NSA (หน่วยความมั่นคงของสหรัฐฯ) และถูกนำมาใช้ใน Bitcoin เพื่อเข้ารหัสธุรกรรมทุกรายการให้กลายเป็นชุดตัวเลขที่ไม่ซ้ำกัน ความโดดเด่นของ SHA-256 คือความปลอดภัยสูงและแทบเป็นไปไม่ได้ที่จะย้อนกลับจากค่าแฮชเพื่อหาค่าต้นฉบับ จึงถูกใช้เป็นแกนหลักของการขุดเหรียญในระบบ Proof of Work

  • Ethash
    เป็นอัลกอริทึมที่ถูกออกแบบมาเฉพาะสำหรับ Ethereum (ก่อนเปลี่ยนเป็น PoS) มีจุดเด่นคือ “resistance to ASIC” หรือป้องกันการผูกขาดการขุดด้วยเครื่อง ASIC ทำให้ผู้ใช้ทั่วไปที่มี GPU สามารถเข้าร่วมเครือข่ายได้ ลดความรวมศูนย์ และเพิ่มความกระจายตัวของเครือข่ายได้มากยิ่งขึ้น

  • Scrypt
    อัลกอริทึมนี้ถูกใช้งานในเหรียญ Litecoin, Dogecoin และเหรียญอื่น ๆ โดยถูกออกแบบให้ใช้หน่วยความจำสูงกว่าการคำนวณแบบ SHA-256 จึงช่วยลดโอกาสที่เครื่อง ASIC จะสามารถขุดได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ผู้ใช้งานทั่วไปสามารถขุดเหรียญผ่านคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลได้ง่ายขึ้น เป็นมิตรกับชุมชนมากกว่าในยุคเริ่มต้น

  • Ed25519
    อัลกอริทึมนี้เน้นการใช้สำหรับ การเซ็นลายเซ็นดิจิทัล (Digital Signature) โดยมีจุดเด่นคือ รวดเร็ว ปลอดภัย และมีขนาดข้อมูลเล็กกะทัดรัด ทำให้ประหยัดทรัพยากรในการส่งข้อมูล เป็นที่นิยมใช้งานในระบบที่ต้องการความปลอดภัยขั้นสูง เช่นการสร้างลายเซ็นของธุรกรรมใน Solana หรือ Polkadot

  • Keccak (SHA-3)
    Keccak เป็นพื้นฐานของอัลกอริทึม SHA-3 ซึ่งถูกพัฒนาโดย NIST ให้เป็นมาตรฐานใหม่ที่ทนทานต่อการโจมตีแบบ Collision (การแฮชที่ได้ค่าซ้ำกัน) ปัจจุบันถูกนำมาใช้ใน Ethereum และระบบที่ต้องการประสิทธิภาพในการตรวจสอบข้อมูลและเข้ารหัสที่สูงขึ้น

 

 

ตัวอย่างการใช้งานจริงของ Algorithm ในเหรียญยอดนิยม

Bitcoin (BTC)

  • Algorithm ที่ใช้: SHA-256 + Proof of Work (PoW)
  • รายละเอียด:
    Bitcoin ถือเป็นเหรียญแรกของโลกคริปโตฯ ที่ใช้อัลกอริทึม SHA-256 ในการเข้ารหัสข้อมูลบนเครือข่าย และใช้กลไก Proof of Work เพื่อให้ผู้ขุดแข่งขันกันแก้สมการคณิตศาสตร์เพื่อยืนยันธุรกรรม โดยผู้ชนะจะได้เพิ่มบล็อกใหม่ลงในเชน และรับรางวัลเป็น BTC ส่งผลให้ระบบมีความปลอดภัยและยากต่อการโจมตี แต่ข้อเสียคือใช้พลังงานไฟฟ้าสูงมาก

Ethereum (ETH)

  • Algorithm ที่ใช้: เดิมใช้ Ethash + PoW → ปัจจุบันเปลี่ยนเป็น PoS (Proof of Stake)
  • รายละเอียด:
    Ethereum เคยใช้ระบบ PoW เช่นเดียวกับ Bitcoin แต่เลือกใช้อัลกอริทึม Ethash เพื่อป้องกันการผูกขาดโดยเครื่อง ASIC ก่อนจะเปลี่ยนมาใช้ระบบ Proof of Stake อย่างเต็มรูปแบบใน Ethereum 2.0 (หลัง The Merge ปี 2022) ช่วยลดพลังงานกว่า 99% และเปิดโอกาสให้ผู้ถือ ETH วางเหรียญเพื่อมีส่วนร่วมในเครือข่ายและรับรางวัล

Solana (SOL)

  • Algorithm ที่ใช้: Proof of History (PoH) + Proof of Stake (PoS)
  • รายละเอียด:
    Solana นำเสนอแนวคิดใหม่ด้วยการใช้ Proof of History ซึ่งเป็นอัลกอริทึมสร้าง Timestamp ล่วงหน้า เพื่อช่วยลดภาระในการตรวจสอบธุรกรรมร่วมกันทั้งเครือข่าย จากนั้นใช้ PoS เพื่อให้ Validator ยืนยันบล็อก ผลคือเครือข่ายสามารถประมวลผลได้ถึง 65,000 ธุรกรรมต่อวินาที เหมาะกับ DeFi และแอปพลิเคชันความเร็วสูง

LUNA (Terra 2.0)

  • Algorithm ที่ใช้: Delegated Proof of Stake (DPoS)
  • รายละเอียด:
    เดิมที Terra ใช้อัลกอริทึม Mint & Burn เพื่อควบคุมมูลค่า Stablecoin อย่าง UST แต่เกิดความล้มเหลวอย่างหนักในปี 2022 ทำให้ระบบต้องเปลี่ยนมาใช้ Terra 2.0 และเปลี่ยนกลไกเป็น DPoS โดยเปิดให้ผู้ถือ LUNA โหวตเลือก Validator ในการยืนยันธุรกรรมบนบล็อกเชน พร้อมรองรับแอป Web3 และระบบ DApps

Litecoin (LTC)

  • Algorithm ที่ใช้: Scrypt + Proof of Work (PoW)
  • รายละเอียด:
    Litecoin ได้รับการขนานนามว่าเป็น “เงิน” เมื่อเทียบกับ Bitcoin ที่เป็น “ทองคำ” เพราะถูกพัฒนาขึ้นให้ทำธุรกรรมได้เร็วกว่า และใช้ Scrypt แทน SHA-256 ทำให้สามารถขุดได้ด้วย GPU ทั่วไปในช่วงแรก ๆ โดยลดโอกาสการผูกขาดจากเครื่อง ASIC ปัจจุบัน Litecoin ยังถูกใช้เป็นเหรียญในการชำระเงินที่รวดเร็วและค่าธรรมเนียมต่ำ

 

 

ความแตกต่างระหว่าง PoW กับ PoS ที่นักลงทุนควรรู้

การเลือกใช้ Consensus Algorithm มีผลโดยตรงต่อความสามารถในการทำงานของเครือข่ายบล็อกเชน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความปลอดภัย ความเร็วในการประมวลผล หรือค่าใช้จ่ายในการทำธุรกรรม ซึ่งสองกลไกที่ได้รับความนิยมสูงสุดคือ Proof of Work (PoW) และ Proof of Stake (PoS) โดยทั้งสองระบบมีแนวทางการทำงานที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน

PoW หรือระบบ “การขุด” ใช้พลังงานคอมพิวเตอร์ในการแก้สมการที่ซับซ้อนเพื่อยืนยันธุรกรรม ผู้ที่สามารถแก้สมการได้ก่อนจะมีสิทธิ์สร้างบล็อกใหม่และได้รับรางวัลเป็นเหรียญ ตัวอย่างเช่น Bitcoin และ Litecoin ที่ใช้ PoW ทำให้ระบบมีความปลอดภัยสูงมาก แต่ข้อเสียคือมีต้นทุนการดำเนินงานสูง และใช้พลังงานมหาศาล ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและเข้าถึงยากสำหรับผู้ใช้ทั่วไป

ในขณะที่ PoS ใช้แนวคิดการวางเหรียญ (Staking) เป็นหลักประกันเพื่อมีสิทธิ์ยืนยันธุรกรรม ผู้ที่ถือเหรียญมากและวางเหรียญไว้นานจะมีโอกาสสูงขึ้นในการเป็นผู้ตรวจสอบบล็อก ตัวอย่างเช่น Ethereum 2.0, Cardano และ Solana ข้อดีของระบบนี้คือใช้พลังงานต่ำ ประหยัดค่าใช้จ่าย และทำงานได้รวดเร็วกว่า PoW มาก นอกจากนี้ยังเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เหมาะกับการพัฒนาแอปพลิเคชันหรือแพลตฟอร์มที่ต้องรองรับธุรกรรมจำนวนมาก

ถ้าให้สรุปแล้วเห็นภาพชัดขึ้นก็คือ PoW โดดเด่นเรื่องความปลอดภัยอย่างชัดเจน เหมาะกับเหรียญที่ต้องการความเชื่อมั่นระดับสูง ขณะที่ PoS เน้นความเร็ว ความยั่งยืน และต้นทุนที่ต่ำกว่า เหมาะกับการใช้งานเชิงพาณิชย์และการขยายตัวในระยะยาว นักลงทุนควรเข้าใจกลไกของแต่ละแบบ เพื่อนำไปประกอบการตัดสินใจเลือกลงทุนในเหรียญที่สอดคล้องกับเป้าหมายและระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้

 

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Algorithm คือ

  1. Consensus Algorithm คืออะไร?

คือกลไกที่ใช้ในการยืนยันความถูกต้องของธุรกรรมบนเครือข่ายบล็อกเชนโดยไม่ต้องมีตัวกลาง เช่น PoW, PoS, DPoS เพื่อให้ทุกโหนดยอมรับข้อมูลเดียวกัน

  1. PoW กับ PoS แบบไหนดีกว่า?

ขึ้นอยู่กับเป้าหมายของเครือข่ายคือ 

  • หากเน้นความปลอดภัยแบบสูงสุด → PoW ดีกว่า
  • หากเน้นความเร็ว ประหยัดพลังงาน → PoS ตอบโจทย์มากกว่า
  1. Algorithm ส่งผลต่อความปลอดภัยของเหรียญอย่างไร?

อัลกอริทึมที่ดี เช่น SHA-256, Ed25519 ช่วยป้องกันการปลอมแปลงข้อมูลและการโจมตีจากผู้ไม่หวังดี ทำให้เหรียญมีความมั่นคงในระยะยาว

  1. ทำไม Blockchain ต้องใช้อัลกอริทึม?

เพราะเป็นวิธีที่ทำให้ระบบกระจายศูนย์สามารถเชื่อถือได้โดยไม่ต้องพึ่งพาคนกลาง เช่น ธนาคาร หรือรัฐ และยังป้องกันการดัดแปลงข้อมูลในบล็อก

  1. อัลกอริทึมมีผลต่อค่าธรรมเนียมไหม?

มีผลโดยตรง เช่น PoW ใช้พลังประมวลผลมาก ค่าธรรมเนียมจึงสูง ขณะที่ PoS หรือ DPoS ค่าธรรมเนียมต่ำลงเพราะระบบทำงานเร็วและใช้ทรัพยากรน้อยกว่า

 

Conclusion

Algorithm ไม่ใช่เพียงแค่แนวคิดทางคณิตศาสตร์หรือคอมพิวเตอร์ แต่คือ “กลไกขับเคลื่อน” สำคัญในโลกคริปโตและบล็อกเชน ตั้งแต่การยืนยันธุรกรรม การรักษาความปลอดภัย ไปจนถึงการสร้างเศรษฐกิจใหม่ในรูปแบบดิจิทัล การเข้าใจว่าการทำงานของ PoW, PoS และ Consensus Algorithm แต่ละแบบทำงานอย่างไร จะช่วยให้นักลงทุนสามารถตัดสินใจได้อย่างรอบคอบ ประเมินความเสี่ยงได้ดีขึ้น และมองเห็นโอกาสในตลาดคริปโตมากขึ้นอย่างมีเหตุผลและมีพื้นฐาน

 

 

คำเตือน

*คริปโทเคอร์เรนซีและโทเคนดิจิทัลมีความเสี่ยงสูง ท่านอาจสูญเสียเงินลงทุนได้ทั้งจำนวน โปรดศึกษาและลงทุนให้เหมาะสมกับระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้
**บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อการศึกษาเท่านั้น ไม่ได้มีวัตถุประสงค์ในการให้คำแนะนำทางการเงินแต่อย่างใด

 

อ้างอิง