Bitazza Thailand Blog

FED คืออะไร? บทบาทของธนาคารกลางสหรัฐกับเศรษฐกิจโลก

เขียนโดย Bitazza Team - 21 มี.ค. 2025, 18:12:37

 

ธนาคารกลางสหรัฐอเมริกา หรือที่รู้จักกันในนาม FED เป็นสถาบันการเงินที่มีบทบาทสำคัญในการกำหนดนโยบายการเงินของสหรัฐฯ ซึ่งส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกอย่างมีนัยสำคัญ บทความนี้จะพาท่านไปรู้จักกับ FED ในแง่มุมต่าง ๆ ตั้งแต่ความหมาย โครงสร้าง บทบาทหลัก ไปจนถึงผลกระทบที่มีต่อเศรษฐกิจโลก

 

FED คืออะไร

FED (Federal Reserve System) เป็นธนาคารกลางของสหรัฐอเมริกา ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม ค.ศ. 1913 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างเสถียรภาพทางการเงินและควบคุมระบบการเงินของประเทศ หน้าที่หลักของ FED คือการกำหนดนโยบายการเงิน ควบคุมอัตราดอกเบี้ย และดูแลระบบธนาคารเพื่อให้เศรษฐกิจของประเทศมีความมั่นคง

 

FED ย่อมาจากอะไร

FED ย่อมาจาก "Federal Reserve" ซึ่งหมายถึง "ธนาคารกลางสหรัฐ" ในภาษาไทย คำว่า "Federal" หมายถึง "สหพันธรัฐ" และ "Reserve" หมายถึง "ทุนสำรอง" รวมกันแล้วหมายถึงสถาบันที่ทำหน้าที่เป็นธนาคารกลางของสหรัฐอเมริกา

 

 

โครงสร้างของ FED มีอะไรบ้าง

โครงสร้างของ FED ประกอบด้วยสามส่วนหลัก ดังนี้:

  1. คณะกรรมการผู้ว่าการ (Board of Governors): ประกอบด้วยสมาชิก 7 คน ซึ่งได้รับการแต่งตั้งโดยประธานาธิบดีและได้รับการยืนยันจากวุฒิสภา ทำหน้าที่กำหนดนโยบายการเงินและกำกับดูแลธนาคารในประเทศ
  2. ธนาคารกลางภูมิภาค (Federal Reserve Banks): มีทั้งหมด 12 แห่ง กระจายอยู่ทั่วสหรัฐอเมริกา ทำหน้าที่เป็นธนาคารกลางในภูมิภาคนั้น ๆ และให้บริการทางการเงินแก่ธนาคารพาณิชย์
  3. คณะกรรมการตลาดเสรีกลาง (Federal Open Market Committee หรือ FOMC): ประกอบด้วยสมาชิกจากคณะกรรมการผู้ว่าการและประธานธนาคารกลางภูมิภาค ทำหน้าที่กำหนดนโยบายการเงิน โดยเฉพาะการควบคุมอัตราดอกเบี้ยและปริมาณเงินในระบบเศรษฐกิจ

บทบาทหลักของ FED

บทบาทหลักของ FED ประกอบด้วย:

  • กำหนดนโยบายการเงิน: ควบคุมอัตราดอกเบี้ยและปริมาณเงินในระบบเศรษฐกิจ เพื่อรักษาเสถียรภาพของราคาและการจ้างงาน
  • กำกับดูแลสถาบันการเงิน: ตรวจสอบและควบคุมธนาคารพาณิชย์เพื่อให้มั่นใจว่ามีความมั่นคงและปฏิบัติตามกฎระเบียบ
  • รักษาเสถียรภาพทางการเงิน: ดำเนินการเพื่อป้องกันและแก้ไขวิกฤตการเงินที่อาจเกิดขึ้น
  • ให้บริการทางการเงิน: ทำหน้าที่เป็นธนาคารของรัฐบาลสหรัฐและให้บริการทางการเงินแก่ธนาคารพาณิชย์

 

 

การประชุม FOMC (Federal Open Market Committee) คืออะไร

การประชุมคณะกรรมการตลาดเสรีกลาง (Federal Open Market Committee หรือ FOMC) เป็นองค์ประกอบสำคัญของระบบธนาคารกลางสหรัฐฯ (Federal Reserve System) ที่มีบทบาทในการกำหนดนโยบายการเงินของประเทศสหรัฐอเมริกา 

การประชุมนี้จัดขึ้นประมาณ 8 ครั้งต่อปี หรือทุก ๆ 6 สัปดาห์ เพื่อประเมินสภาวะเศรษฐกิจและตัดสินใจเกี่ยวกับนโยบายการเงินที่เหมาะสม ซึ่งการตัดสินใจของ FOMC มีผลกระทบโดยตรงต่ออัตราดอกเบี้ย ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ และตลาดการเงินทั่วโลก นักลงทุนและผู้ที่สนใจเศรษฐกิจจึงติดตามผลการประชุมอย่างใกล้ชิด

โครงสร้างของ FOMC:

  • สมาชิกถาวร: ประกอบด้วยคณะกรรมการผู้ว่าการธนาคารกลางสหรัฐฯ 7 คน และประธานธนาคารกลางสาขานิวยอร์ก
  • สมาชิกหมุนเวียน: ประธานธนาคารกลางสาขาอื่น ๆ อีก 4 คน จากทั้งหมด 11 สาขา โดยสับเปลี่ยนกันทุกปี

บทบาทและหน้าที่ของ FOMC:

  • กำหนดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย (Federal Funds Rate): เพื่อควบคุมสภาพคล่องในระบบการเงินและรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ
  • ดำเนินการผ่านตลาดการเงิน (Open Market Operations): เช่น การซื้อหรือขายพันธบัตรรัฐบาล เพื่อปรับปริมาณเงินในระบบ

 

เครื่องมือที่ FED ใช้กำหนดนโยบายการเงิน

FED ใช้เครื่องมือหลายอย่างในการกำหนดนโยบายการเงิน ดังนี้:

  • อัตราดอกเบี้ยนโยบาย (Federal Funds Rate): การปรับอัตราดอกเบี้ยที่ธนาคารพาณิชย์ใช้ในการกู้ยืมระยะสั้นระหว่างกัน ซึ่งส่งผลต่ออัตราดอกเบี้ยอื่น ๆ ในระบบเศรษฐกิจ
  • การดำเนินการตลาดเปิด (Open Market Operations): การซื้อหรือขายหลักทรัพย์ของรัฐบาลในตลาดเปิด เพื่อควบคุมปริมาณเงินในระบบเศรษฐกิจ
  • อัตราส่วนเงินสำรอง (Reserve Requirements): การกำหนดปริมาณเงินที่ธนาคารพาณิชย์ต้องสำรองไว้ ซึ่งส่งผลต่อความสามารถในการปล่อยสินเชื่อ
  • อัตราดอกเบี้ยเงินสำรองส่วนเกิน (Interest on Excess Reserves): การกำหนดอัตราดอกเบี้ยที่ FED จ่ายให้กับเงินสำรองส่วนเกินของธนาคารพาณิชย์ เพื่อควบคุมปริมาณเงินในระบบ

 

 

การตัดสินใจของ FED มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกอย่างไร

การตัดสินใจปรับอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Federal Reserve หรือ FED) มีผลกระทบอย่างกว้างขวางต่อเศรษฐกิจโลกในหลายด้าน ดังนี้:

  1. อัตราแลกเปลี่ยนเงินตรา

การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของ FED ทำให้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ แข็งค่าขึ้น เนื่องจากนักลงทุนมองหาผลตอบแทนที่สูงขึ้นในสกุลเงินดอลลาร์ ส่งผลให้อัตราแลกเปลี่ยนของสกุลเงินอื่น ๆ อ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯ 

  1. การไหลเวียนของเงินทุน

อัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นในสหรัฐฯ ดึงดูดนักลงทุนให้ย้ายเงินทุนเข้าสู่สหรัฐฯ เพื่อหาผลตอบแทนที่สูงขึ้น ส่งผลให้เงินทุนไหลออกจากตลาดเกิดใหม่และประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งอาจทำให้ค่าเงินของประเทศเหล่านี้อ่อนค่าลงและส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ 

  1. ราคาสินค้าโภคภัณฑ์

ค่าเงินดอลลาร์ที่แข็งค่าขึ้นทำให้ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ เช่น น้ำมันและทองคำ ปรับตัวลดลง เนื่องจากสินค้าเหล่านี้มักถูกซื้อขายในสกุลเงินดอลลาร์ เมื่อดอลลาร์แข็งค่า ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ในรูปสกุลเงินอื่นจึงเพิ่มขึ้น ทำให้ความต้องการลดลงและราคาปรับตัวลงตาม 

  1. นโยบายการเงินของประเทศอื่น ๆ

การเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยของ FED อาจกดดันให้ธนาคารกลางของประเทศอื่น ๆ ปรับนโยบายการเงินของตนเอง เพื่อรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและอัตราแลกเปลี่ยน ตัวอย่างเช่น หาก FED ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ธนาคารกลางในประเทศอื่นอาจต้องพิจารณาปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยตาม เพื่อป้องกันการไหลออกของเงินทุนและรักษาค่าเงินของตน 

  1. ตลาดหุ้นโลก

การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของ FED อาจส่งผลให้ตลาดหุ้นทั่วโลกลดลง เนื่องจากนักลงทุนกังวลเกี่ยวกับต้นทุนการกู้ยืมที่สูงขึ้น ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อกำไรของบริษัท นอกจากนี้ การไหลออกของเงินทุนจากตลาดเกิดใหม่กลับไปยังสหรัฐฯ ยังส่งผลให้ตลาดหุ้นในประเทศเหล่านั้นเผชิญกับแรงกดดันเพิ่มเติม ดังนั้น การตัดสินใจของ FED ในการปรับอัตราดอกเบี้ยจึงมีผลกระทบที่ซับซ้อนและกว้างขวางต่อเศรษฐกิจโลก ทั้งในด้านอัตราแลกเปลี่ยน การไหลเวียนของเงินทุน ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ นโยบายการเงินของประเทศต่าง ๆ และความเคลื่อนไหวของตลาดหุ้น

 

 

ประวัติการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ที่ส่งผลต่อราคาคริปโตเคอเรนซี่

การตัดสินใจปรับอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Federal Reserve หรือ FED) มีผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อราคาของคริปโตโดยเฉพาะบิตคอยน์ มีเหตุการณ์สำคัญดังนี้

ในเดือนกันยายน 2024 ธนาคารกลางสหรัฐฯ ได้ประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.5% เพื่อสนับสนุนตลาดแรงงานและกระตุ้นเศรษฐกิจ การปรับลดอัตราดอกเบี้ยครั้งนี้ส่งผลให้ราคาบิตคอยน์พุ่งขึ้นใกล้ระดับ 61,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ เนื่องจากนักลงทุนมองว่าสภาพคล่องที่เพิ่มขึ้นจะส่งผลดีต่อสินทรัพย์เสี่ยง เช่น คริปโตเคอร์เรนซี 

ในเดือนมกราคม 2025 คณะกรรมการนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ มีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 4.25% - 4.50% ตามที่ตลาดคาดการณ์ไว้ การตัดสินใจครั้งนี้ส่งผลให้ตลาดคริปโตเคอร์เรนซีมีความผันผวน เนื่องจากนักลงทุนยังคงไม่แน่ใจเกี่ยวกับทิศทางนโยบายการเงินในอนาคต

ในเดือนธันวาคม 2025 ธนาคารกลางสหรัฐฯ ได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงอีกครั้ง ส่งผลให้ราคาบิตคอยน์ทะลุระดับ 63,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ การปรับลดอัตราดอกเบี้ยนี้มีเป้าหมายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและต่อสู้กับภาวะเงินฝืด ซึ่งนักลงทุนมองว่าเป็นสัญญาณบวกต่อสินทรัพย์ดิจิทัล 

 

ข้อดีและข้อเสียของนโยบาย FED

ข้อดีของนโยบาย FED:

  • ควบคุมเงินเฟ้อ: การปรับอัตราดอกเบี้ยของ FED ช่วยควบคุมอัตราเงินเฟ้อให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการรักษาเสถียรภาพของราคาและการเติบโตทางเศรษฐกิจ
  • ส่งเสริมการจ้างงาน: นโยบายการเงินที่เหมาะสมของ FED สามารถกระตุ้นการลงทุนและการใช้จ่ายของผู้บริโภค ซึ่งส่งผลให้เกิดการสร้างงานและลดอัตราการว่างงาน
  • รักษาเสถียรภาพทางการเงิน: การกำกับดูแลสถาบันการเงินของ FED ช่วยป้องกันวิกฤตการเงินและเสริมสร้างความมั่นคงให้กับระบบการเงินของสหรัฐฯ 

ข้อเสียของนโยบาย FED:

  • ผลกระทบต่อตลาดเกิดใหม่: การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของ FED อาจทำให้เงินทุนไหลออกจากประเทศกำลังพัฒนา เนื่องจากนักลงทุนมองหาผลตอบแทนที่สูงขึ้นในสหรัฐฯ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพทางการเงินของประเทศเหล่านั้น
  • ความเสี่ยงต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ: อัตราดอกเบี้ยที่สูงเกินไปอาจชะลอการขยายตัวทางเศรษฐกิจ เนื่องจากต้นทุนการกู้ยืมที่เพิ่มขึ้นอาจทำให้การลงทุนและการใช้จ่ายของผู้บริโภคลดลง
  • ความผันผวนของตลาดการเงิน: การเปลี่ยนแปลงนโยบายการเงินของ FED อาจทำให้เกิดความผันผวนในตลาดการเงินโลก เนื่องจากนักลงทุนปรับพอร์ตการลงทุนตามการคาดการณ์เกี่ยวกับนโยบายของ FED

 

 

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ FED

1. FED กับธนาคารกลางของไทย (BOT) แตกต่างกันอย่างไร?

FED มีหน้าที่หลักในการกำหนดนโยบายการเงินของสหรัฐอเมริกา โดยมุ่งเน้นการรักษาเสถียรภาพของราคา การส่งเสริมการจ้างงาน และการรักษาอัตราดอกเบี้ยระยะยาวในระดับปานกลาง นอกจากนี้ FED ยังมีหน้าที่ในการกำกับดูแลและควบคุมสถาบันการเงิน เพื่อรักษาเสถียรภาพของระบบการเงิน

(BOT) เป็นธนาคารกลางของไทย มีบทบาทคล้ายกัน แต่ดำเนินนโยบายที่สอดคล้องกับเศรษฐกิจและสภาพแวดล้อมของประเทศไทย มีหน้าที่หลักในการกำหนดนโยบายการเงินภายในประเทศและการรักษาเสถียรภาพของระบบการเงิน

2. FED มีอำนาจเหนือระบบการเงินโลกหรือไม่?

แม้ว่า FED จะไม่มีอำนาจโดยตรงเหนือระบบการเงินโลก แต่การตัดสินใจของ FED โดยเฉพาะการปรับอัตราดอกเบี้ย มีผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อเศรษฐกิจและตลาดการเงินทั่วโลก เนื่องจากสหรัฐฯ เป็นเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดในโลก

3. ทำไมตลาดหุ้นถึงตอบสนองต่อการประชุม FED?

การประชุมของ FED มักจะมีการตัดสินใจเกี่ยวกับนโยบายการเงิน เช่น การปรับอัตราดอกเบี้ย ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อความสามารถในการกู้ยืมของธุรกิจและผู้บริโภค ต้นทุนทางการเงินที่เปลี่ยนแปลงส่งผลต่อกำไรของบริษัทและความน่าสนใจในการลงทุน ทำให้ตลาดหุ้นตอบสนองต่อการตัดสินใจของ FED อย่างรวดเร็ว

 

ธนาคารกลางสหรัฐ (FED) มีบทบาทสำคัญในการกำหนดนโยบายการเงินของสหรัฐฯ ซึ่งส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกอย่างกว้างขวาง ทั้งในด้านอัตราดอกเบี้ย ค่าเงิน ตลาดหุ้น และตลาดคริปโต การปรับขึ้นหรือลดอัตราดอกเบี้ยของ FED มีผลต่อการตัดสินใจลงทุน การไหลเวียนของเงินทุน และราคาสินค้า นอกจากนี้ นโยบายการเงินของ FED ยังส่งผลให้ธนาคารกลางในประเทศอื่น ๆ ต้องปรับตัวตามเพื่อรักษาเสถียรภาพของเศรษฐกิจภายในประเทศของตนเอง

แม้ว่า FED จะช่วยรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและควบคุมเงินเฟ้อ แต่ในบางกรณีก็อาจทำให้เกิดความผันผวนในตลาดการเงินทั่วโลก โดยเฉพาะในช่วงที่มีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ตาม การติดตามการตัดสินใจของ FED อย่างใกล้ชิดสามารถช่วยให้นักลงทุนและผู้ที่สนใจเศรษฐกิจโลกสามารถปรับกลยุทธ์ทางการเงินได้อย่างเหมาะสม

 

คำเตือน

*คริปโทเคอร์เรนซีและโทเคนดิจิทัลมีความเสี่ยงสูง ท่านอาจสูญเสียเงินลงทุนได้ทั้งจำนวน โปรดศึกษาและลงทุนให้เหมาะสมกับระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ 
**บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อการศึกษาเท่านั้น ไม่ได้มีวัตถุประสงค์ในการให้คำแนะนำทางการเงินแต่อย่างใด

 

อ้างอิง