Bitazza Thailand Blog

แนวรับ แนวต้าน คืออะไร? เทคนิคดูกราฟราคาสำหรับนักเทรดมือใหม่

support-and-resistance-in-technical-analysis

 

เมื่อได้ก้าวเข้าสู่โลกการเทรด สิ่งสำคัญที่ควรจะต้องเรียนรู้คือการวิเคราะห์กราฟราคาเพื่อคาดการณ์แนวโน้มในอนาคต และหนึ่งในตัวชี้วัดพื้นฐานที่นักเทรดมือใหม่ไม่ควรมองข้ามก็คือ “แนวรับ” และ “แนวต้าน” ที่จะช่วยวางกลยุทธ์การซื้อขายได้อย่างมั่นใจ บทความนี้จะพาไปทำเข้าใจว่าแนวรับ แนวต้านคืออะไร วิธีการหาจุดเหล่านี้ทำได้อย่างไร รวมถึงเทคนิคและตัวอย่างการใช้งานจริง ที่จะช่วยให้พร้อมสำหรับการลงสนามเทรดได้ทันที!

 


แนวรับ แนวต้าน คืออะไร

แนวรับ แนวต้าน คือ เครื่องมือทางเทคนิคที่แสดงการทำงานร่วมกันของแรงซื้อและแรงขาย ช่วยคาดการณ์การเคลื่อนไหวของราคาเพื่อหาจุดที่เหมาะสมในการเข้าเทรด

แนวรับ (Support) คือ จุดที่ราคาลงมาถึงและดีดกลับขึ้น เนื่องจากมีแรงซื้อ (Demand) เข้ามาหนุน นักลงทุนเลยมองว่าเป็นโอกาสในการซื้อ ส่งผลให้ราคาหยุดตก เปรียบเสมือนพื้นที่คอยรองรับไม่ให้ราคาตกลงไปต่ำกว่าเดิม

แนวต้าน (Resistance) คือ จุดที่ราคาขึ้นไปถึงและถูกกดกลับลงมา เนื่องจากมีแรงขาย (Supply) เป็นจำนวนมากเพราะนักลงทุนมองว่าราคาเริ่มสูงเกินไป จึงขายเพื่อทำกำไร ส่งผลให้ราคาขึ้นต่อยาก เปรียบเสมือนเพดานที่คอยกดไม่ให้ราคาทะลุไปมากกว่าเดิม 

 


 วิธีตีเส้น แนวรับ แนวต้าน 

1. เริ่มจากกราฟรายวัน (Daily Chart)

ใช้ Timeframe รายวัน เพราะเป็นระดับราคาที่มีน้ำหนักมากที่สุด ให้สังเกตจุดที่สูงสุดและต่ำที่สุด แล้วใช้เส้นแนวนอนลากผ่านจุดเหล่านั้น

2. ดูจุดที่มี Trade Volume สูง

ถ้าระดับราคาเคยเกิดการเบรกขึ้นหรือลงพร้อม Trade Volume ที่สูง แสดงว่าเป็นโซนที่มีแรงซื้อหรือแรงขายจำนวนมาก ซึ่งมักเป็นแนวสำคัญ

3. เลือกเส้นที่ราคามาแตะหลายครั้ง

แนวรับแนวต้านที่ดีไม่ควรเกิดจากจุดเดียว แต่ควรมีราคาที่เคยเด้งหรือหยุดอยู่ที่จุดนั้นอย่างน้อย 3 จุด เพื่อยืนยันว่าเป็นระดับที่ตลาดให้ความสำคัญจริง

4. ใช้เครื่องมือช่วยเทรด

ถ้าราคาขึ้นทำจุดสูงสุดใหม่จนไม่มีแนวต้านเก่าให้เทียบแล้ว ให้ลองใช้เครื่องมือในการเทรดเข้าช่วย เช่น Fibonacci จะประเมินว่าจุดถัดไปอาจอยู่ที่ไหน ส่วนบริเวณที่เคยเกิดช่องว่างราคา ก็มักจะทำหน้าที่เหมือนแนวรับ แนวต้านตามธรรมชาติ ที่ควรจับตาเป็นพิเศษเวลาราคาวิ่งเข้าใกล้จุดนั้น

5. ตรวจซ้ำบนกราฟรายสัปดาห์ (Weekly Chart)

หลังจากวาดเส้นบนรายวันแล้วให้กลับไปดูกราฟสัปดาห์ เพื่อดูว่าเส้นสอดคล้องกับโครงสร้างใหญ่หรือไม่ เพราะระดับที่สำคัญจริงจะสามารถใช้ได้ในหลาย Timeframe

 


types of support and resistance

 

ประเภทของแนวรับ แนวต้าน

  • แนวรับแนวต้านแบบแนวนอน (Horizontal Support/Resistance)

Horizontal เป็นจุดที่สามารถมองเห็นได้ง่าย โดยลากเส้นแนวนอนจากจุดที่ราคากลับตัวหลายครั้ง เมื่อราคาถึงจุดดังกล่าว มักจะหยุดและไม่สามารถขึ้นสูงกว่าหรือต่ำลงกว่าระดับเดิมที่เคยกลับตัวได้อีก และหากตลาดอยู่ในภาวะสมดุล ราคาก็จะแกว่งตัวอยู่ในกรอบระหว่างเส้นแนวรับและแนวต้านเหล่านี้

  • แนวรับแนวต้านตามเส้นแนวโน้ม (Trendline Support/Resistance)

เส้นแนวโน้ม (Trendline) คือการลากเส้นไปตามทิศทางของตลาดไม่ว่าจะขาขึ้นหรือขาลง เมื่อตลาดอยู่ในแนวโน้มขาขึ้น เส้น Trendline จะถูกลากไว้ด้านล่างของราคา โดยทำหน้าที่เป็น “แนวรับ” เมื่อราคาย่อลงมาแตะที่เส้นก็มักจะดีดกลับขึ้นไปอีกครั้ง ในทางกลับกัน เมื่อเส้น Trendline ถูกลากไว้ด้านบนราคา ทำหน้าที่เป็น “แนวต้าน” เมื่อราคาปรับตัวขึ้นมาแตะเส้น ก็มักจะเจอแรงขายกดให้ลงต่อ

  • แนวรับแนวต้านจากเส้นค่าเฉลี่ย (Moving Average)

เส้นค่าเฉลี่ย เป็นเส้นที่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาและทำหน้าที่เป็นแนวรับแนวต้านโดยอัตโนมัติ เมื่อราคาปรับตัวลงมาแตะเส้นแล้วเด้งขึ้น มักบ่งบอกถึงแรงซื้อที่แข็งแกร่ง ทำให้เส้น MA ทำหน้าที่เป็นแนวรับ และหากราคาปรับตัวขึ้นมาแตะเส้น MA แล้วถูกกดลง มักสะท้อนถึงแรงซื้ออ่อนแอ เส้นค่าเฉลี่ยจึงทำหน้าที่เป็นแนวต้านของราคา

  • แนวรับแนวต้านจาก Fibonacci Retracement

Fibonacci Retracement เป็นเครื่องมือที่อิงจากสัดส่วนทางคณิตศาสตร์ มีระดับที่สำคัญ คือ 23.6%, 38.2%, 50%, 61.8, และ 78.6% โดยลากจากจุดสูงสุดของเทรนด์ขาขึ้นไปยังจุดต่ำสุดในเทรนด์ขาลง จากนั้นนำอัตราส่วน Fibonancci มาใช้กับความต่างระหว่างจุดสูงสุดและจุดต่ำสุด เพื่อกำหนดระดับแนวรับแนวต้านที่อาจเกิดขึ้น

 


 

วิธีการหาแนวรับ แนวต้าน

1. ใช้จุด High / Low ในอดีต

  • เลือก Timeframe ที่ต้องการวิเคราะห์ เช่น รายวัน รายสัปดาห์ หรือรายเดือน
  • มองหาจุด High/Low ที่สำคัญ เลือกจุดที่ราคามีการกลับตัวหลายครั้งหรือจุดที่มี Volumn ซื้อขายสูง
  • ลากเส้นแนวรับแนวต้านในแนวนอน เชื่อมต่อจุด High/Low โดยเส้นบนคือแนวต้าน และเส้นล่างคือแนวรับ

2. การลากเส้น Trendline

  • เลือก Timeframe ที่ต้องการวิเคราะห์ เช่น รายวัน รายสัปดาห์ หรือรายเดือน
  • ระบุแนวโน้มของราคา ดูภาพรวมของกราฟราคาว่ามีการเคลื่อนตัวขึ้นหรือลง
  • ลาก Trendline สำหรับแนวรับให้หาจุดต่ำจุดสองจุดบนกราฟขึ้นไป ส่วนแนวต้านให้หาจุดสงสูงสุดสองจุดบนกราฟขึ้นไป 
  • ใช้ Trendline ประกอบการตัดสินใจ เมื่อราคาลงมาแตะเส้น Trendline หลายครั้ง มักจะเป็นสัญญาณที่ดีสำหรับการเข้าซื้อ และเมื่อราคาขึ้นไปแตะเส้น Trendline หลายครั้ง จะเป็นสัญญาณที่ดีสำหรับการขาย

3. ใช้เครื่องมือทางเทคนิค เช่น MA, Bollinger Bands

  • Moving Average (MA) เป็นเครื่องมือที่ช่วยระบุแนวโน้มและระดับราคาที่สำคัญ โดยวิธีการหาแนวรับแนวต้านด้วย MA มีดังนี้
    • เลือก Timeframe ที่ต้องการวิเคราะห์ เช่น 50 วัน หรือ 200 วัน
    • ระบุแนวโน้มของราคา สังเกตว่าราคาว่าส่วนใหญ่มีการเคลื่อนไหวอยู่เหนือหรือใต้เส้น MA
    • กำหนดบทบาทของเส้น ในแนวโน้มขาขาขึ้น เส้น MA คือแนวรับ ซึ่งเป็นจุดที่ราคาอาจลดลงมาทดสอบก่อนดีดกลับขึ้นไป และในแนวโน้มขาลง เส้น MA คือแนวต้าน ซึ่งเป็นจุดที่ราคาอาจปรับตัวขึ้นไปก่อนจะย่อตัวลง
  • Bollinger Bands เป็นเครื่องมือที่ช่วยวิเคราะห์ความผันผวนของตลาด และทำให้เทรดเดอร์ประเมินได้ว่าตลาดกำลังอยู่ในช่วงสะสมหรืออยู่ในแนวโน้มที่กำลังเกิดเทรนด์ โดยวิธีการหาแนวรับแนวต้านด้วย Bolling Bands มีดังนี้
    • ระบุจุด Overbought และ Oversold เพื่อดูว่าราคาสินทรัพย์สูงหรือต่ำเกินไป
    • หาสัญญาณกลับตัวของแนวโน้ม สังเกตการเคลื่อนที่ของราคาที่ออกนอกเส้นหรือเด้งกลับ
    • ใช้เส้นเบี่ยงเบนเป็นแนวรับและแนวต้าน เส้นบนจะทำหน้าที่เป็นแนวต้าน และเส้นล่างจะทำหน้าที่เป็นแนวรับ
    • วัดความผันผวนของตลาด การหดของเส้น (Contraction) แสดงถึงความผันผวนต่ำ และการขยายตัวของเส้น (Expansion) แสดงถึงความผันผวนสูง

 


draw-a-line-in-tradingview

 

เทคนิคการใช้งานแนวรับ แนวต้าน

เมื่อทราบกันแล้วว่าแนวรับแนวต้านดูยังไง ขั้นตอนต่อไปคือการนำไปปรับใช้กับกลยุทธ์การเทรดเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพ ดังนี้

  • การเทรดเมื่อราคาทะลุ (Breakout Trades) คือการเข้าซื้อขายเมื่อราคาทะลุแนวต้านหรือแนวรับ โดยสมมติฐานว่าระดับแนวรับและแนวต้านที่ถูกทำลายจะส่งผลให้ราคาเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว
  • การเทรดในช่วงกรอบราคา (Boundary Trades) คือการเข้าซื้อเมื่อราคาใกล้แนวรับและขายเมื่อราคาใกล้แนวต้าน เพื่อทำกำไรจากดีดตัวของราคาในกรอบของแนวรับแนวต้าน ช่วยให้สามารถเก็บทำกำไรได้เรื่อย ๆ
  • การเทรดเมื่อเกิดการกลับตัว (Reversal Trades) คือการเข้าซื้อขายทันทีที่ระดับแนวรับหรือแนวต้านหยุดการเคลื่อนไหวของราคาทำให้เทรนด์ราคาเดิมกลับทิศทางและสร้างโอกาสทำกำไร

 


วิธีตั้ง Stop Loss โดยใช้เส้นแนวรับ แนวต้าน 

การรู้จุดเข้าซื้อเป็นเรื่องดี แต่การรู้จุด "ยอมตัดขาดทุน" หรือ Stop Loss คือสิ่งที่ทำให้นักเทรดอยู่รอดในตลาดได้ระยะยาว โดยมีหลักง่าย ๆ ดังนี้

  • กรณีเปิดสถานะ Buy: หากแนวรับที่ราคาเคยลงมาทดสอบหลายครั้งเกิดการดีดกลับ พร้อมมี Volume สูง จากนั้นวางจุด Stop Loss ต่ำกว่าแนวรับเล็กน้อย ไม่วางพอดีเส้น เพราะราคามักมีจุดหลอก ควรเผื่อระยะไว้ใต้โซนเล็กน้อยตามความผันผวนของตลาด
  • กรณีเปิดสถานะ Sell: หาแนวต้านที่ราคาเคยขึ้นไปทดสอบหลายครั้งแล้วถูกขายลง หลังจากนั้นให้วางจุด Stop Loss ไว้เหนือแนวต้านเล็กน้อย เพื่อป้องกันความเสี่ยงหากราคาทะลุขึ้นแรง ซึ่งแปลว่าแรงซื้อเริ่มเหนือกว่าและแนวโน้มอาจเปลี่ยน

 


จุดแข็งและข้อจำกัดของแนวรับแนวต้าน 

จุดแข็งของแนวรับแนวต้าน

  • การกำหนดจุดเข้าและออก อิงจากระดับราคาบนกราฟทำให้นักลงทุนวางแผนการเทรดได้อย่างเป็นระบบ
  • การบริหารความเสี่ยง เมื่อเข้าใจการเคลื่อนไหวของราคา แนวรับแนวต้านสามารถกำหนด Stop Loss ได้ เพื่อลดความเสี่ยงในการขาดทุนได้ 
  • ความเข้าใจง่าย แนวรับแนวต้านเป็นเครื่องมือที่เข้าใจง่าย สามารถเรียนรู้และนำไปใช้ได้กับการเทรดหลากหลายสินทรัพย์

ข้อจำกัดของแนวรับแนวต้าน

  • การเกิด False Breakout ราคาอาจทะลุแนวรับหรือแนวต้านในช่วงระยะเวลาสั้น ๆ ซึ่งอาจทำให้เกิดการตัดสินใจผิดพลาดได้
  • การใช้ร่วมกับเครื่องมืออื่น แนวรับแนวต้านไม่ควรใช้เป็นเครื่องมือเดียวในการเทรด ควรใช้ร่วมกับอินดิเคเตอร์อื่น ๆ เพื่อเพิ่มความแม่นยำ เช่น Moving Average และ RSI
  • ความไม่แน่นอน อาจเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดซึ่งส่งผลให้ระดับราคาที่คาดไว้ล้มเหลวและเกิดการเปลี่ยนทิศทางของราคา

 


ตัวอย่างการใช้แนวรับ แนวต้านจริง

support and resistance example

 

ตัวอย่างกราฟหุ้น SET50

กราฟตัวอย่างของ SET50 มี Resistance ที่สำคัญอยู่บริเวณระดับ ~841.5 ซึ่งเป็นจุดที่มีราคาสูงสุดของกราฟและไม่สามารถผ่านไปได้จึงเกิดการหลุดลงมา ในส่วนของ Support แรกนั้นอยู่ที่ระดับ 838.7 แม้จะพยายามหน้าที่ประคองราคา แต่เมื่อถูกทดสอบหลายครั้งก็ทำให้ราคาปรับตัวลงมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้มีแนวรับใหม่อยู่บริเวณ 836 ที่เป็นแนวรับสำคัญระยะสั้น สะท้อนภาพรวมของกราฟ ณ ช่วงเวลาดังกล่าวของ SET50 ที่มีทิศทางขาลงในระยะสั้นอย่างชัดเจน

 

support and resistance graph example

 

ตัวอย่างกราฟ Bitcoin

กราฟตัวอย่างของ Bitcoin มีราคาที่วิ่งขึ้นลงอยู่ในกรอบชัดเจน โดย Resistance อยู่ที่ ~116,100 ทำหน้าที่เป็นเพดานราคาที่แข็งแกร่ง สังเกตได้ว่าราคาวิ่งขึ้นไปที่โซนทดสอบนี้หลายครั้งแต่ก็ยังไม่สามารถทะลุผ่านไปได้ ทำให้เป็นจุดที่นักลงทุนส่วนใหญ่พร้อมใจกันขายเพื่อทำกำไร ขณะที่ Support หลักอยู่ที่ ~115,690 เปรียบได้กับพื้นราคา ที่มีการดีดตัวกลับขึ้นไปหลายครั้ง รวมถึงยังมี Minor Support แถว 115,800-115,850 ที่คอยประครองราคาในระยะสั้นด้วยเช่นกัน 

 


จะเป็นอย่างไรหากแนวรับกลายเป็นแนวต้าน 

ปกติแล้ว “แนวรับ” คือโซนที่ราคามักหยุดลงเพราะมีแรงซื้อเข้ามาช่วยพยุง แต่ถ้าราคาหลุดแนวรับนั้นลงไปอย่างชัดเจนและมีแรงขายหนุน พื้นที่เดิมที่เคยเป็นจุดพยุงราคา จะเปลี่ยนบทบาทเป็นบริเวณที่ราคาดีดขึ้นไปแล้ว “ผ่านยาก” แทน เหตุการณ์ที่เรียกว่า “แนวรับกลายเป็นแนวต้าน” ที่เกิดจากพฤติกรรมและจิตวิทยาของเทรดเดอร์ในตลาดล้วน ๆ เช่น

  • คนที่เคยซื้อแถวแนวรับ พอราคาหลุดลงไปก็จะติดดอย
  • เมื่อราคาดีดกลับขึ้นมาใกล้จุดเดิม ก็จะมีคนบางกลุ่มที่รีบขายเพื่อตัดขาดทุน
  • แรงขายก่อนหน้านี้ทำให้ระดับราคากลายเป็นกำแพงแทน

ทั้งหมดนี้ทำให้จากจุดที่มีแรงซื้อเยอะกลายเป็นจุดที่มีแรงขาย

แล้วจะรับมืออย่างไร?

  • อย่ารีบ - เมื่อเห็นราคาทะลุแนวสำคัญ อย่าเพิ่งรีบเข้าเทรด เพราะจังหวะแบบนี้มักเจอ Breakout หลอก (False Break) ที่ราคาทะลุชั่วคราว
  • รอการ Reset - ทางที่ปลอดภัยกว่าคือการรอให้ราคาวิ่งกลับมาทดสอบเส้นเดิมที่เพิ่งทะลุไป จุดนี้จะเป็นช่วงที่ตลาดยืนยันว่าระดับนั้นได้เปลี่ยนจริงหรือไม่
  • หาจังหวะเข้าเทรด - หากราคามาทดสอบที่แนวรับเดิม (ที่ตอนนี้เป็นแนวต้านใหม่) แล้วไม่สามารถผ่านขึ้นไปได้ ถือเป็นจุดเข้าเทรดที่มีความเสี่ยงชัดเจนและปลอดภัยกว่าการไล่ราคา 

 


คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับแนวรับแนวต้าน

  • แนวรับแนวต้านใช้กับหุ้นหรือคริปโตได้ไหม

แนวรับ แนวร้านเป็น Indicator ที่สามารถใช้ได้ทั้งกับหุ้นและคริปโต เพราะทั้งสองตลาดมีการเคลื่อนไหวที่คล้ายกัน โดยใช้เพื่อวิเคราะห์หาจุดกลับตัวหรือจุดที่ราคามีโอกาสเปลี่ยนแปลงทิศทางได้ อย่างไรก็ตาม นักลงทุนจะต้องระมัดระวังในการใช้งานและอาจต้องร่วมกับตัวชี้วัดอื่น ๆ เพื่อประกอบการซื้อขาย

  • ใช้แนวรับแนวต้านร่วมกับอินดิเคเตอร์อะไรดีที่สุด

ในการเทรด การใช้เพียงแนวรับแนวต้านอย่างเดียวอาจจะไม่พอ นักลงทุนควรใช้ Indicator อื่นร่วมด้วยเพื่อเพิ่มความแม่นยำในการวิเคราะห์ โดยเครื่องมือที่นิยิมใช้ร่วมกัน ได้แก่ Moving Average ,RSI (Relative Strength Index), Bollinger Bands และ Volume

  • ทำไมแนวรับแนวต้านถึงหลุด

แนวรับ แนวต้านไม่ได้เป็นค่าคงที่ แต่จะเปลี่ยนแปลงตามพฤติกรรมของตลาดที่เกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น ความไม่สมดุลของแรงซื้อ-แรงขาย, การสะสมของราคา, จิตวิทยาของตลาด, ผลประกอบการของบริษัท, ข่าวเศรษฐกิจ และเหตุการณ์ระดับโลก

  • มือใหม่ควรเริ่มฝึกหาจุดแนวรับแนวต้านอย่างไร

สำหรับเทรดเดอร์มือใหม่ การฝึกหาแนวรับ แนวต้านควรเริ่มจากการเลือก Timeframe ที่ชัดเจนเพื่ออ่านพฤติกรรมราคา จากนั้นดูกราฟย้อนหลังเพื่อหาช่วงราคาที่เคยเป็นจุดหยุดพักของแนวโน้ม ไม่ว่าจะเป็นการปรับตัวลงหรือปรับตัวขึ้น แล้วสังเกตต่อว่าเมื่อราคากลับมาระดับเดิมอีกครั้ง จะมีการหยุดหรือเปลี่ยนทิศทางเมื่อเข้าใกล้ระดับนั้นหรือไม่ หากฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอจะช่วยให้เข้าใจและมองแนวรับแนวต้านได้อย่างแม่นยำมากขึ้น

 


Conclusion

แนวรับแนวต้านถือเป็นสิ่งสำคัญในการช่วยวิเคราะห์และวางแผนการเทรดที่นักลงทุนมือใหม่ทุกคนควรรู้ เพราะช่วยให้สามารถช่วยคาดการณ์การกลับตัวของตลาด รวมถึงระบุการเคลื่อยไหวหลักของตลาดได้ เทรดเดอร์ที่สามารถเข้าใจในแนวรับแนวต้านจะสามารถสร้างกลยุทธ์การเทรดที่มั่นคงและยั่งยืนได้มากยิ่งขึ้น

 

 


คำเตือน

*คริปโทเคอร์เรนซีและโทเคนดิจิทัลมีความเสี่ยงสูง ท่านอาจสูญเสียเงินลงทุนได้ทั้งจำนวน โปรดศึกษาและลงทุนให้เหมาะสมกับระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้
**บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อการศึกษาเท่านั้น ไม่ได้มีวัตถุประสงค์ในการให้คำแนะนำทางการเงินแต่อย่างใด

 


อ้างอิง

Subscribe by email

แนวรับ แนวต้าน คืออะไร? เทคนิคดูกราฟราคาสำหรับนักเทรดมือใหม่
แนวรับ แนวต้าน คืออะไร

แนวรับ แนวต้าน คืออะไร? เทคนิคดูกราฟราคาสำหรับนักเทรดมือใหม่

19 ก.พ. 2026, 11:30:00 2 min read
Fibonacci คืออะไร เครื่องมือวิเคราะห์กราฟที่นักลงทุนคริปโตนิยมใช้
fibonacci คือ

Fibonacci คืออะไร เครื่องมือวิเคราะห์กราฟที่นักลงทุนคริปโตนิยมใช้

19 ก.พ. 2026, 11:15:00 2 min read
Stop Loss คืออะไร? กลยุทธ์ตัดขาดทุนที่สำคัญที่สุดในการรักษาพอร์ตให้รอด
Stop Loss คืออะไร

Stop Loss คืออะไร? กลยุทธ์ตัดขาดทุนที่สำคัญที่สุดในการรักษาพอร์ตให้รอด

19 ก.พ. 2026, 11:00:00 2 min read
RSI คืออะไร? เทคนิคอ่านกราฟหาจุดกลับตัวและสัญญาณซื้อขายฉบับเข้าใจง่าย
RSI (Relative Strength Index)

RSI คืออะไร? เทคนิคอ่านกราฟหาจุดกลับตัวและสัญญาณซื้อขายฉบับเข้าใจง่าย

18 ก.พ. 2026, 15:00:00 2 min read
Slippage คืออะไร? รู้ไว้เทรดคริปโตไม่มีขาดทุน
Slippage คือ

Slippage คืออะไร? รู้ไว้เทรดคริปโตไม่มีขาดทุน

18 ก.พ. 2026, 14:45:00 2 min read
Altcoin คืออะไร รวมทุกเรื่องที่นักลงทุนคริปโตควรรู้เกี่ยวกับเหรียญทางเลือก
Alt coin

Altcoin คืออะไร รวมทุกเรื่องที่นักลงทุนคริปโตควรรู้เกี่ยวกับเหรียญทางเลือก

18 ก.พ. 2026, 14:30:00 3 min read
Goldman Sachs ลด BTC และลงทุนเพิ่มใน XRP และ SOL

Goldman Sachs ลด BTC และลงทุนเพิ่มใน XRP และ SOL

18 ก.พ. 2026, 14:05:35 1 min read
บิทคอยน์ เล่นยังไง? คู่มือสำหรับมือใหม่ ตั้งแต่เปิดบัญชีจนถึงทำกำไร
บิทคอยน์ เล่นยังไง

บิทคอยน์ เล่นยังไง? คู่มือสำหรับมือใหม่ ตั้งแต่เปิดบัญชีจนถึงทำกำไร

18 ก.พ. 2026, 11:30:00 2 min read
Hardware Wallet คืออะไร? รู้ไว้ไม่ถูกแฮกคริปโต
hardware wallet

Hardware Wallet คืออะไร? รู้ไว้ไม่ถูกแฮกคริปโต

18 ก.พ. 2026, 11:30:00 2 min read
CC คืออะไร? ก้าวต่อไปของสินทรัพย์ในโลกจริงบนบล็อกเชน

CC คืออะไร? ก้าวต่อไปของสินทรัพย์ในโลกจริงบนบล็อกเชน

18 ก.พ. 2026, 8:13:27 1 min read