ในยุคที่โลกการเงินกำลังเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิตัลอย่างเต็มรูปแบบ คริปโตและบล็อกเชนได้กลายเป็นเทคโนโลยีที่ได้รับความสนใจไปทั่วโลก และในประเทศไทยเองก็มีโครงการที่น่าจับตามองไม่แพ้ใคร หนึ่งในนั้นก็คือ JFIN coin เหรียญดิจิตัลสัญชาติไทยที่ถูกพัฒนาขึ้นโดยมีเป้าหมายปฏิวัติการให้บริการทางงานเงินและเทคโนโลยีบนโลกดิจิตัลอย่างยั่งยืน
ช่วงต้นปี 2026 นี้ JFIN Coin ได้กลายเป็นหนึ่งในเหรียญคริปโตสัญชาติไทยที่ยังคงเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง ทั้งในด้านราคา พันธมิตรทางธุรกิจ และการขยายระบบนิเวศในฝั่ง Web3 และ DeFi ซึ่งทั้งหมดนี้แสดงให้เห็นถึงความพยายามของ JFIN ในการก้าวสู่การเป็นโครงการบล็อกเชนที่มีการใช้งานจริง (real use case) ทั้งในประเทศไทยและระดับภูมิภาค
ราคาของ JFIN Coin (JFIN) มีการปรับตัวเคลื่อนไหวในกรอบ $0.097 – $0.1017 USD ณ ช่วงต้นปี 2026 บนหลายกระดานเทรด เช่น Bitkub, Coinstore, Hotbit และกระดานสากลอื่น ๆ โดยมีปริมาณการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันอยู่ในระดับหลักล้านบาท ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงสภาพคล่องที่ยังคงมีอยู่ในตลาดอย่างต่อเนื่อง
ความผันผวนในระดับต่ำเมื่อเทียบกับเหรียญ Altcoin อื่น ๆ ทำให้ JFIN เริ่มถูกมองในมุมของ “เหรียญที่มีเสถียรภาพในตลาดไทย” เหมาะแก่การถือครองเพื่อใช้งานใน ecosystem ต่าง ๆ ที่บริษัทพัฒนาอยู่ เช่น JFIN Chain และ JFIN Wallet
Ref. coingecko.com
ในช่วงต้นปี 2026 JFIN Chain ได้ประกาศความร่วมมือกับ 360Connect เพื่อเปิดตัวโครงการ “Connect The Future” ซึ่งมีเป้าหมายในการส่งเสริมความรู้เกี่ยวกับบล็อกเชน Web3 และการใช้งานเทคโนโลยีดิจิทัลในชีวิตจริง โครงการนี้มุ่งเน้นการพัฒนาทักษะให้กับทั้งบุคคลทั่วไป นักเรียน นักศึกษา รวมถึงภาคธุรกิจที่ต้องการก้าวเข้าสู่โลก Web3 อย่างมั่นใจ
ภายในโครงการมีการจัดเวิร์กช็อป คอร์สอบรม และกิจกรรมเชิงปฏิบัติการทั้งในรูปแบบออนไลน์และออฟไลน์ โดยมีการนำ JFIN Coin เข้ามาใช้เป็นส่วนหนึ่งของระบบ เช่น การลงทะเบียนเข้าคลาสหรือเข้าถึงสิทธิพิเศษด้านเนื้อหาที่ลึกขึ้น ความร่วมมือนี้สะท้อนให้เห็นถึงทิศทางใหม่ของ JFIN ที่เน้นการสร้างการใช้งานจริงและขยายฐานผู้ใช้นอกเหนือจากนักลงทุน
Ref. jfincoin.io
JFIN เดินหน้าสร้างชุมชน Web3 ผ่านกิจกรรม “DX Talk: Web3 Transformation” ซึ่งเป็นเวทีพูดคุยและแลกเปลี่ยนความรู้สำหรับนักพัฒนา นักลงทุน และภาคธุรกิจที่สนใจบล็อกเชน โดยเนื้อหาครอบคลุมการพัฒนา DApps บน JFIN Chain การใช้งาน NFT และ Tokenization รวมถึง DeFi และระบบ Wallet กิจกรรมดังกล่าวสะท้อนทิศทางของ JFIN ที่มุ่งสร้างผู้ใช้งานจริง และพัฒนา ecosystem อย่างยั่งยืน มากกว่าการเป็นเหรียญเพื่อเก็งกำไรเพียงอย่างเดียว
Ref. coinlore.com
JFIN Coin คือสกุลเงินดิจิทัล (Cryptocurrency) ของไทยที่พัฒนาโดยบริษัท J Ventures จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของ Jaymart Group โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อใช้ในระบบนิเวศธุรกิจของกลุ่มบริษัท รวมถึงรองรับการทำธุรกรรมดิจิทัล การให้บริการด้านการเงิน และการพัฒนาแพลตฟอร์มบล็อกเชนของคนไทย
JFIN Coin ไม่ได้มีเป้าหมายแค่เป็นเหรียญเก็งกำไร แต่ต้องการเป็นรากฐานของ Digital Economy Ecosystem ของไทย โดยมีการใช้งานจริงในด้านต่าง ๆ เช่น การให้บริการสินเชื่อแบบ P2P Lending บนแพลตฟอร์ม JFIN Decentralized Digital Lending การร่วมมือกับธุรกิจพันธมิตรเพื่อนำเหรียญไปใช้งานจริงในภาคธุรกิจ และการพัฒนาบริการบนบล็อกเชน เช่น Smart Contract และ Tokenization
JFIN Coin เป็นเหรียญดิจิทัลประเภท Utility และ Governance Token ที่พัฒนาโดยบริษัท J Ventures ในเครือ Jaymart Group โดยมีจำนวนเหรียญทั้งหมดอยู่ที่ 300 ล้านโทเคน ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อใช้งานจริงในระบบนิเวศดิจิทัลของ JFIN ทั้งบนบล็อกเชนของตัวเองและในบริการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยในช่วง ICO มีการจัดสรรประมาณ 100 ล้านเหรียญเพื่อระดมทุนเริ่มต้น สำหรับส่วนที่เหลือถูกจัดสรรให้กับทีมพัฒนา, พันธมิตร, และกองทุนเพื่อการเติบโตของระบบนิเวศ
เหรียญ JFIN ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับการใช้งานหลากหลายรูปแบบ ได้แก่:
โครงสร้าง Tokenomics นี้สะท้อนให้เห็นถึงการออกแบบที่มุ่งสร้างการใช้งานจริง ไม่ใช่แค่เหรียญเพื่อการเก็งกำไร อีกทั้งยังเปิดทางให้ผู้ถือเหรียญมีบทบาทในทิศทางของเครือข่ายผ่านสิทธิ์ในการมีส่วนร่วม
JFIN Coin เริ่มต้นพัฒนาอย่างจริงจังในปี 2021 (พ.ศ. 2564) ด้วยการเปิดตัว JFIN Chain บล็อกเชนของตัวเองที่ใช้กลไก Proof-of-Stake รองรับการสร้าง Smart Contract, dApps, DeFi และ NFT โดยมี JFIN Coin เป็นเหรียญหลักในระบบ ถือเป็นก้าวสำคัญที่เปลี่ยนบทบาทของ JFIN จากเพียง Utility Token ไปสู่การเป็นโครงสร้างพื้นฐานของระบบ Web3
ในปี 2023 (พ.ศ. 2566) JFIN ได้พัฒนา Bitkub Chain Bridge เพื่อเชื่อมโยงกับ Bitkub Chain ช่วยให้การโอนเหรียญระหว่างเครือข่ายเป็นไปอย่างราบรื่น เพิ่มความสะดวกและขยายการใช้งานของ JFIN ในระบบนิเวศคริปโตไทยให้กว้างขึ้น
ปี 2024 (พ.ศ. 2567) ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของ JFIN กับการเปิดตัวโครงการ Tokenization อสังหาริมทรัพย์ ร่วมกับ Token X และ SANGA ซึ่งช่วยแปลงสินทรัพย์จริง เช่น อาคารและที่ดิน ให้เป็นโทเคนดิจิทัลที่โปร่งใส ถือครองง่าย และเหมาะกับนักลงทุนรุ่นใหม่
ในปีเดียวกัน JFIN ยังเปิดตัว ชุดเครื่องมือ Web3 สำหรับธุรกิจ ที่ช่วยให้องค์กรเริ่มต้นใช้งานบล็อกเชนได้ง่ายขึ้น ไม่ว่าจะเป็นระบบสร้างโทเคน, ออก NFT, Wallet หรือระบบชำระเงินแบบ Geo-location เพื่อตอบโจทย์การใช้งานในภาคธุรกิจจริง
และในปี 2025 (พ.ศ. 2568) JFIN ประกาศจุดยืนใหม่ในฐานะ “Blockchain for Business” ในงาน Bitkub Summit โดยร่วมมือกับ Bitkub Chain และ SIX Network เพื่อผลักดันการนำเทคโนโลยีบล็อกเชนไปใช้ในภาคธุรกิจไทยอย่างเป็นรูปธรรม
ในเดือนกุมภาพันธ์ 2018 J Ventures ได้เปิดตัว ICO สำหรับ JFIN Coin โดยสามารถระดมทุนได้ประมาณ 600 ล้านบาท ภายในเวลาเพียง 55 ชั่วโมง โดยจำหน่ายเหรียญจำนวน 100 ล้านเหรียญจากทั้งหมด 300 ล้านเหรียญ Finance Magnates
หลังจากการเปิดตัว ICO บริษัทได้พัฒนา JFIN Chain ซึ่งเป็นบล็อกเชนของตัวเองที่ใช้กลไก Proof-of-Stake เพื่อรองรับการพัฒนาแอปพลิเคชันแบบกระจายศูนย์ (dApps) ในหลากหลายรูปแบบ เช่น DeFi, GameFi, NFT และ Metaverse โดยใช้เหรียญ JFIN เป็นโทเคนหลักในการทำธุรกรรม JFIN
ในเดือนพฤษภาคม 2023 J Ventures ได้ประกาศความร่วมมือกับ Coinstore.com ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลระดับโลก เพื่อขยายการใช้งานของ JFIN Chain และ JFIN Coin สู่ตลาดในเอเชียใต้ อเมริกาใต้ และแอฟริกา JFIN
ในเดือนมีนาคม 2024 JFIN Chain ได้เปิดใช้งานสะพานเชื่อม (Bridge) กับ Bitkub Chain เพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถโอนเหรียญ JFIN ระหว่างสองเครือข่ายได้อย่างสะดวกและรวดเร็ว ซึ่งช่วยลดค่าธรรมเนียมและเพิ่มความยืดหยุ่นในการใช้งานเหรียญ
J Ventures ได้ร่วมมือกับ Token X และ Avantis ในการพัฒนาโครงการ SANGA ซึ่งเป็นการนำอสังหาริมทรัพย์ในประเทศญี่ปุ่นมาแปลงเป็นโทเคนดิจิทัลบน JFIN Chain เพื่อให้นักลงทุนสามารถเข้าถึงการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ต่างประเทศผ่านโทเคนที่มีสินทรัพย์รองรับ LinkedIn
JFIN Coin ไม่ใช่แค่เหรียญคริปโตทั่วไป แต่เป็นหนึ่งในโครงการบล็อกเชนของไทยที่มีการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อตอบโจทย์การใช้งานจริงในภาคธุรกิจ โดยเฉพาะในกลุ่มบริษัท Jaymart ที่กำลังเดินหน้าสู่เศรษฐกิจดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งการใช้งานของ JFIN Coin แบ่งออกเป็น 3 ด้านหลักดังนี้
หนึ่งในเป้าหมายสำคัญของ JFIN คือการสร้างระบบสินเชื่อแบบกระจายศูนย์ (Decentralized Digital Lending Platform) ผ่านบล็อกเชนที่พัฒนาโดยทีม J Ventures เอง โดย JFIN Coin จะถูกนำมาใช้เป็นตัวกลางในการทำธุรกรรม เช่น การค้ำประกัน การชำระดอกเบี้ย หรือแม้แต่การเป็นรางวัลสำหรับผู้ให้สภาพคล่อง (Liquidity Provider) ซึ่งทั้งหมดจะทำงานอยู่บนแพลตฟอร์ม DeFi ของ JFIN Chain ที่เน้นความโปร่งใสและตรวจสอบได้
JFIN Chain เป็นบล็อกเชนที่รองรับการเขียน Smart Contract ซึ่งเปิดโอกาสให้นักพัฒนาสามารถสร้างแอปพลิเคชันต่าง ๆ ได้บนเครือข่าย เช่น แพลตฟอร์มกู้ยืมแบบ P2P การจัดการทรัพย์สินแบบ Tokenization หรือบริการด้านประกันภัยแบบอัตโนมัติ โดยใช้เหรียญ JFIN เป็นโทเคนหลักในการดำเนินธุรกรรม ซึ่งช่วยลดต้นทุน และลดการพึ่งพาคนกลาง
จุดแข็งที่ไม่เหมือนใครของ JFIN Coin คือการมี Use Case จริง ในกลุ่มธุรกิจ Jaymart ไม่ว่าจะเป็นการแลกแต้ม J Point, การใช้เป็นส่วนลดในการซื้อสินค้า และบริการของ Jaymart, JAS, หรือ Singer รวมถึงการเชื่อมต่อกับบริการทางการเงินของ KB J Capital ในอนาคต ซึ่งทั้งหมดนี้ช่วยเพิ่มมูลค่าในการถือครองและหมุนเวียนเหรียญ JFIN ภายในระบบนิเวศของกลุ่ม JMART ได้อย่างแท้จริง
JFIN Coin เป็นเหรียญดิจิทัลสัญชาติไทยที่โดดเด่นด้วยการผสานเทคโนโลยีบล็อกเชนเข้ากับการใช้งานจริงในภาคธุรกิจ โดยเฉพาะในกลุ่มบริษัท Jaymart ซึ่งช่วยผลักดันการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจดิจิทัลอย่างเป็นรูปธรรม จุดเด่นของ JFIN Coin มีดังนี้
JFIN Coin ถูกออกแบบให้เป็น Utility Token ที่สามารถใช้แลกเปลี่ยนสินค้าและบริการภายในกลุ่มบริษัท Jaymart ได้ เช่น การสะสมแต้ม J Point การใช้เป็นส่วนลดในการซื้อสินค้า และการเข้าถึงบริการทางการเงินของบริษัทในเครือ
JFIN Chain เป็นบล็อกเชนที่พัฒนาโดย J Ventures เพื่อรองรับการใช้งานในภาคธุรกิจอย่างแท้จริง โดยสามารถนำไปใช้ในด้านต่าง ๆ เช่น Tokenization, Smart Contract และ Digital Payment ซึ่งช่วยให้ธุรกิจสามารถนำเทคโนโลยีบล็อกเชนมาใช้ประโยชน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
JFIN Chain ได้พัฒนาเทคโนโลยี Hyper NFT ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มที่ช่วยให้ธุรกิจสามารถสร้างและแจกจ่าย NFT ได้อย่างรวดเร็วและประหยัดค่าใช้จ่าย โดยสามารถเชื่อมต่อกับแอปพลิเคชันต่าง ๆ เช่น LINE OA และ Join Application เพื่อเข้าถึงลูกค้าได้อย่างสะดวก
JFIN Coin ได้มีการลิสต์ในกระดานเทรดระดับโลก เช่น Coinstore เพื่อขยายการใช้งานสู่ตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะในเอเชียใต้ อเมริกาใต้ และแอฟริกา ซึ่งเป็นการเปิดโอกาสให้เหรียญ JFIN ได้รับการยอมรับในระดับสากล
JFIN Chain มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องตาม Roadmap ที่วางไว้ โดยมีเป้าหมายในการเสริมสร้างระบบนิเวศของ JFIN Chain ให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น ทั้งในด้านเทคโนโลยีและการใช้งานในภาคธุรกิจ
แม้ว่า JFIN Coin จะเป็นโครงการบล็อกเชนของไทยที่มีการใช้งานจริงในกลุ่มธุรกิจ Jaymart และมีทิศทางการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง แต่ก็มีความเสี่ยงที่นักลงทุนควรพิจารณาให้รอบด้านก่อนตัดสินใจลงทุน
JFIN Coin เคยมีราคาสูงสุดที่ประมาณ $7.29 แต่ปัจจุบันมีมูลค่าเพียงราว $0.12 ซึ่งลดลงมากกว่า 98% แสดงถึงความผันผวนที่สูงและเสี่ยงต่อการขาดทุนหากไม่มีการวางแผนการลงทุนที่ดี
จากการตรวจสอบโดย Cyberscope (บริษัทตรวจสอบ Smart Contract และความปลอดภัยของโปรเจกต์บล็อกเชน) พบว่า JFIN มีคะแนนความปลอดภัยรวมเพียง 54/100 โดยให้คะแนนความปลอดภัย (Security Score) ที่ 69 และด้านการกระจายอำนาจ (Decentralization) เพียง 35 เท่านั้น ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับความเสี่ยงปานกลางถึงสูง
JFIN Coin ยังไม่ได้ลิสต์ในตลาด Exchange ชั้นนำระดับโลก เช่น Binance หรือ Coinbase การซื้อขายจึงจำกัดอยู่ในแพลตฟอร์มบางแห่ง เช่น Coinstore หรือ Bitkub (ในช่วงระยะเวลาหนึ่ง) ซึ่งอาจทำให้สภาพคล่องต่ำและเสี่ยงต่อการเข้าออกตลาดได้ยาก
JFIN Coin ยังคงเป็นหนึ่งในโทเคนสัญชาติไทยที่มีทิศทางชัดเจนในเชิง Utility Token มากกว่าเป็นเหรียญสำหรับเก็งกำไร โดยแนวโน้มของ JFIN ในปี 2026 จะขึ้นอยู่กับ 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่:
ดังนั้น แนวโน้มในปี 2026 จะยัง “น่าสนใจ” หากสามารถส่งมอบ Roadmap ได้ตามแผน และมี Use Case ใช้งานจริงอย่างต่อเนื่อง
จากแผนงานที่ระบุบนเว็บไซต์หลักของ JFIN Coin และ JFIN Chain (jfincoin.io) พบว่าในปี 2026 ทีมพัฒนาจะโฟกัสที่ 4 กลยุทธ์หลัก:
จับมือพันธมิตรในเครือ (Jay Mart, Singer, JAS Asset) เพื่อใช้งาน JFIN Coin ในการสะสมแต้ม จ่ายเงิน และสิทธิพิเศษ
ปล่อย SDK, APIs และ Grant ให้ dev ไทยใช้ JFIN Chain สร้าง Web3 dApps ที่มีฐานผู้ใช้จริง
เตรียมรองรับ Cross-chain, Layer 2 และ NFT ที่ใช้งานได้จริง พร้อม UX/UI ที่เข้าถึงผู้ใช้ทั่วไป
ใช้ฐานผู้ใช้ Jay Mart กว่า 11 ล้านคนเพื่อสร้างแรงผลักให้คนทั่วไปคุ้นเคยกับการใช้เหรียญและบล็อกเชนโดยไม่รู้ตัว
กลยุทธ์เหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า JFIN มุ่งพัฒนา Blockchain สำหรับภาคธุรกิจไทย มากกว่าจะเป็นเหรียญเก็งกำไรไร้ทิศทาง
JFIN Coin มีแนวโน้มเติบโตในปี 2026 หากสามารถผลักดันการใช้งานจริงภายในเครือ Jay Mart ได้อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในบริการสะสมแต้มดิจิทัล (Loyalty Point), NFT และการจ่ายเงินผ่านแพลตฟอร์มที่พัฒนาบน JFIN Chain ล่าสุด JFIN ยังได้เข้าร่วมเป็น Validator Node บนเครือข่าย KUB Chain ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานกับระบบบล็อกเชนรายใหญ่อื่นของไทย เพื่อขยายฐานผู้ใช้งานและเพิ่มศักยภาพ Cross-chain ที่จะตามมาในอนาคต
จากการคาดการณ์โดย BeInCrypto ราคาเฉลี่ยของ JFIN ในปี 2026 อาจอยู่ที่ประมาณ 0.17 ดอลลาร์ โดยมีช่วงราคากว้างตั้งแต่ 0.04 ไปจนถึงเกือบ 0.30 ดอลลาร์ ในขณะที่ CoinDataFlow มองว่าอาจมีโอกาสแตะระดับสูงถึง 0.50 ดอลลาร์หากโปรเจกต์ประสบความสำเร็จ ส่วน MEXC ประเมินไว้ที่ประมาณ 0.19 ดอลลาร์
สรุปแล้ว ราคา JFIN ในปี 2026 จะผันแปรตามความสามารถในการนำไปใช้งานจริง หาก roadmap เดินหน้าได้เต็มรูปแบบและมีผู้ใช้งานจริงเพิ่มขึ้น ราคาก็มีโอกาสเติบโตต่อเนื่อง แต่หากเกิดความล่าช้าหรือขาดการใช้งานจริง ราคาก็อาจไม่ขยับจากระดับปัจจุบันมากนัก
แนวโน้มของ JFIN Coin ในปี 2025 แสดงถึงการพัฒนาและขยายตัวอย่างต่อเนื่องในด้านเทคโนโลยีบล็อกเชนและการใช้งานในระบบนิเวศดิจิทัลของประเทศไทย โดยมีทั้งแผนกลยุทธ์จากผู้พัฒนาและการคาดการณ์ราคาจากแหล่งข้อมูลต่าง ๆ ดังนี้
ในงาน JFIN 24th Meetup: Vision 2025 Build & Beyond ที่จัดขึ้นโดยบริษัท เจเวนเจอร์ส จำกัด (JVC) ได้มีการประกาศแผนกลยุทธ์สำหรับปี 2025 ซึ่งเน้นการขยายระบบนิเวศของ JFIN Chain โดยมีเป้าหมายหลักคือ
การคาดการณ์ราคาของ JFIN Coin ในปี 2025 มีความหลากหลายขึ้นอยู่กับแหล่งข้อมูลและโมเดลที่ใช้ในการวิเคราะห์:
อย่างไรก็ตาม การคาดการณ์ราคามีความไม่แน่นอนและขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย นักลงทุนควรใช้ข้อมูลเหล่านี้เป็นแนวทางและพิจารณาความเสี่ยงอย่างรอบคอบ
JFIN Coin เป็นเหรียญคริปโตเคอร์เรนซีที่ถูกต้องตามกฎหมายในประเทศไทย โดยมีสถานะเป็น "Utility Token" ซึ่งหมายถึงโทเคนที่ใช้เพื่อแลกเปลี่ยนสินค้าและบริการภายในระบบนิเวศของบริษัทเจมาร์ท (Jaymart) และพันธมิตรที่เกี่ยวข้อง
แต่เนื่องจาก JFIN Coin ไม่ได้ถูกใช้เป็นสื่อกลางในการชำระเงินทั่วไป จึงไม่อยู่ภายใต้การควบคุมของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ได้ยืนยันว่า JFIN Coin ไม่เข้าข่ายเกณฑ์ควบคุมสินทรัพย์ดิจิทัลที่ใช้ชำระค่าสินค้าและบริการทั่วไป
มีการใช้งานในหลายด้านภายในระบบนิเวศของ JFIN Chain และพันธมิตรต่าง ๆ โดยมีการใช้งานหลัก ๆ ดังนี้:
ราคาสูงสุดตลอดกาล (All-Time High) ของ JFIN Coin อยู่ที่ $7.29 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2021
ปัจจุบัน (ณ วันที่ 21 เมษายน 2025) ราคาของ JFIN Coin อยู่ที่ประมาณ $0.13 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งลดลงประมาณ 98% จากจุดสูงสุดดังกล่าว
JFIN Coin ถือเป็นหนึ่งในโทเคนดิจิทัลสัญชาติไทยที่พัฒนาโดยบริษัทในเครือ Jaymart Group ซึ่งมีจุดเด่นด้านการเชื่อมโยงระบบการเงินดิจิทัลเข้ากับธุรกิจจริงในชีวิตประจำวัน โดยใช้เทคโนโลยีบล็อกเชนผ่าน JFIN Chain ที่รองรับ Smart Contract และแอปพลิเคชัน DeFi ทำให้สามารถใช้งานเหรียญในระบบนิเวศได้อย่างยืดหยุ่น ไม่ว่าจะเป็นการแลกเปลี่ยนสินค้า บริการ หรือการลงทุนในแพลตฟอร์มการเงินดิจิทัลต่าง ๆ
แม้ว่า JFIN Coin จะมีความก้าวหน้าและพัฒนาต่อเนื่อง เช่น การเชื่อมต่อกับ Bitkub Chain และการเปิดใช้งานระบบ Staking แต่ก็ยังมีความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนควรพิจารณา เช่น ความผันผวนของราคา สภาพคล่องในตลาด และความชัดเจนด้านกฎหมายในอนาคต
คำเตือน
*คริปโทเคอร์เรนซีและโทเคนดิจิทัลมีความเสี่ยงสูง ท่านอาจสูญเสียเงินลงทุนได้ทั้งจำนวน โปรดศึกษาและลงทุนให้เหมาะสมกับระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้
**บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อการศึกษาเท่านั้น ไม่ได้มีวัตถุประสงค์ในการให้คำแนะนำทางการเงินแต่อย่างใด
อ้างอิง