ในยุคที่คริปโตเคอร์เรนซี่กำลังเป็นที่สนใจ มีคนจำนวนมาก รวมถึงบริษัทหลายแห่งหันมาเปิดธุรกิจการขุด Bitcoin แล้วการขุด Bitcoin คืออะไร มีขั้นตอนและวิธีการอย่างไร มาดูกัน
การขุด Bitcoin คือ กระบวนการที่ใช้ในการสร้างและยืนยันธุรกรรมในเครือข่ายบิทคอยน์ (Bitcoin) โดยการแก้ไขปัญหาทางคณิตศาสตร์ที่ซับซ้อนเพื่อเพิ่มบล็อกใหม่ลงในบล็อกเชน (Blockchain) ของบิทคอยน์ และผู้ที่ขุดจะได้รับรางวัลเป็นบิทคอยน์ใหม่ และช่วยให้ระบบของบิทคอยน์ทำงานได้อย่างปลอดภัยและโปร่งใส
ขั้นตอนการขุดบิทคอยน์ เป็นกระบวนการที่ต้องใช้พลังคำนวณสูงในการตรวจสอบและยืนยันธุรกรรมบนเครือข่ายบิทคอยน์ รวมถึงการเพิ่มบล็อกใหม่ลงในบล็อกเชน ของบิทคอยน์ ซึ่งขั้นตอนหลักๆ ของการขุดบิทคอยน์มีดังนี้:
การขุด Bitcoin แบบ Solo คือการขุดบิทคอยน์โดยทำการขุดในเครือข่ายบล็อกเชนของ Bitcoin ด้วยตัวเอง โดยไม่เข้าร่วมกับ Pool การขุดกับผู้ขุดรายอื่น ซึ่งหมายความว่าเครื่องขุดของเราจะทำการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์เพื่อค้นหาบล็อกใหม่และได้รับรางวัลทั้งหมดในกรณีที่แก้ปัญหาได้สำเร็จ
ข้อดีของการขุดแบบ Solo คือ เราจะได้รับรางวัลทั้งหมด (บล็อกละ 6.25 BTC ตามปัจจุบัน) หากเราสามารถขุดบล็อกได้สำเร็จ แต่ข้อเสียคือโอกาสในการขุดบล็อกได้สำเร็จนั้นมีน้อยมาก เนื่องจากการขุด Bitcoin ต้องใช้กำลังคำนวณ (Hashrate) สูงมาก และเครือข่าย Bitcoin มีนักขุดจำนวนมากที่ร่วมกันทำการขุด
การขุดแบบ Solo จึงเหมาะสำหรับผู้ที่มีเครื่องขุดที่มีกำลังประมวลผลสูงมาก และพร้อมรับความเสี่ยงที่การขุดไม่ประสบความสำเร็จได้ในระยะยาว ต่างจากการขุดแบบ Pool ที่ช่วยให้เรามีโอกาสรับรางวัลเล็กๆ บ่อยขึ้นจากการร่วมมือกับคนอื่น ๆ ในการขุด
สำหรับสายขุด Bitcoin Halving คือเหตุการณ์ "ชี้ชะตา" ที่เกิดขึ้นทุกๆ 4 ปี หรือทุกๆ 210,000 บล็อก โดยระบบของ Bitcoin ถูกออกแบบมาให้ลดผลตอบแทนจากการขุด (Block Reward) ลงครึ่งหนึ่งโดยอัตโนมัติ การทำ Bitcoin Halving เพื่อควบคุมเงินเฟ้อและจำกัดจำนวน Bitcoin ให้มีเพียง 21 ล้านเหรียญถาวร ซึ่งปริมาณเหรียญที่ถูกจำกัดนี้ทำให้รักษาเสถียรภาพและมูลค่าของเหรียญไว้ได้ และเมื่อรางวัลลดลงครึ่งหนึ่ง แต่ค่าไฟและค่าอุปกรณ์ยังเท่าเดิม หรือแพงขึ้น ทำให้นักขุดที่มีประสิทธิภาพต่ำต้องออกจากตลาดไป คนที่จะอยู่รอดได้ต้องมีอุปกรณ์ที่ทันสมัยและบริหารจัดการต้นทุนพลังงานได้ดีเยี่ยมเท่านั้น ดังนั้นนักขุดจึงต้องมีการพัฒนาตนเองเพื่อให้รอดพ้นจากปรากฎการณ์นี้
คำถามยอดฮิตสำหรับมือใหม่ คือถ้าขุดได้แล้วต้องเสียภาษีหรือไม่ สำหรับประเทศไทยตามแนวทางของกรมสรรพากร เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2568 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ กฎกระทรวง ฉบับที่ 399 (พ.ศ. 2568) ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา สำหรับผู้ที่ได้รับประโยชน์จากการโอนคริปโตเคอร์เรนซี หรือโทเคนดิจิทัลที่ทำธุรกรรมในศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลที่ได้รับอนุญาต หรือโอนให้แก่ผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลที่ได้รับอนุญาตตามกฎหมาย การออกกฎกระทรวงครั้งนี้ว่าเป็นไปตามนโยบายผลักดันประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางการเงินและศูนย์กลางการประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลของโลก โดยหวังกระตุ้นการลงทุน เพิ่มความสามารถในการแข่งขันระดับสากล และสร้างความน่าสนใจให้นักลงทุนหันมาใช้ประเทศไทยเป็นฐานการดำเนินธุรกิจมากยิ่งขึ้น
ดังนั้นเมื่อขุด Bitcoin ได้จึงไม่ต้องเสียภาษี สำหรับในประเทศอื่น ๆ ขึ้นอยู่กับกฎหมายของแต่ละประเทศด้วย อย่างไรก็ตามกฎหมายผู้ที่ลงทุนขุด Bitcoin จะต้องติดตามข่าวสารอย่างต่อเนื่องเกี่ยกับกฎหมายและภาษีในแต่ละประเทศ
สำหรับค่าไฟ จะเป็นต้นทุนที่หนักที่สุดสำหรับสายขุด ซึ่งมีสูตรคำนวณง่าย ๆ ดังนี้
ค่าไฟต่อเดือน = (Watt ขอเครื่อง/1000) x 24 ชั่วโมง x 30 วัน x ค่าไฟต่อหน่วย (บาท)
ตัวอย่างการคำนวณ สมมติกำลังวัตต์ของเครื่องอยู่ที่ 3,250 วัตต์
จากตัวอย่างคือมีต้นทุนค่าไฟอยู่ที่ 10,998 บาทต่อเดือน ดังนั้นหากขุด Bitcoin ได้มูลค่าน้อยกว่าค่าไฟที่เสียไป นั่นหมายความว่ากำลังขาดทุน ดังนั้นนักขุดต้องปรับอุปกรณ์ให้มีความทันสมัยมากขึ้น หรือ เพิ่มความเร็วอินเตอร์เน็ท ซึ่งหมายถึงต้นทุนที่ตามมาด้วย ดังนั้นนจึงควรคำนวณให้ดีก่อนตัดสินใจลงทุน
การขุด Bitcoin ในปัจจุบันต้องใช้ทั้งความรู้ทางเทคนิคและเงินทุนที่ค่อนข้างสูง หากคุณยังไม่พร้อมรับความเสี่ยงด้านค่าไฟและอุปกรณ์ การเริ่มต้นสะสมเหรียญผ่านกระดานเทรดคริปโตที่ได้มาตรฐานอย่าง Bitazza ก็เป็นจุดเริ่มต้นที่น่าสนใจและทำได้ทันที
การขุด Bitcoin ต้องใช้ พลังคำนวณสูง ดังนั้นอุปกรณ์ที่ใช้ต้องมีความสามารถในการคำนวณที่แรงพอที่จะแข่งขันกับผู้ขุดคนอื่นในเครือข่าย
ASIC Miner เป็นเครื่องมือที่ถูกออกแบบมาเฉพาะสำหรับการขุด Bitcoin เท่านั้น โดยจะมีประสิทธิภาพในการขุดสูงกว่าการใช้คอมพิวเตอร์ทั่วไปมาก เป็นอุปกรณ์ที่มีพลังคำนวณสูงและสามารถทำการขุดได้เร็วและมีประสิทธิภาพ ตัวอย่าง ASIC ที่นิยมใช้สำหรับขุด Bitcoin ได้แก่ Antminer S19 Pro, Whatsminer M30S, หรือ Bitmain Antminer
ASIC มักต้องการแหล่งจ่ายไฟที่มีประสิทธิภาพและสามารถจ่ายไฟได้ในระดับที่สูง เนื่องจากอุปกรณ์ขุดจะใช้พลังงานไฟฟ้าเยอะมาก แหล่งจ่ายไฟที่ใช้สำหรับ ASIC จะต้องรองรับกำลังไฟที่สูงพอและควรมีการระบายความร้อนที่ดี
การขุด Bitcoin จะทำให้เครื่องร้อนมาก ดังนั้นระบบระบายความร้อนที่ดีจึงจำเป็นเพื่อป้องกันไม่ให้เครื่องขุดเสียหาย โดยทั่วไปจะใช้พัดลมหรือเครื่องระบายความร้อนแบบน้ำ (Water Cooling) เพื่อช่วยลดอุณหภูมิของอุปกรณ์
การเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตที่เสถียรและมีความเร็วสูงเป็นสิ่งสำคัญ เพราะการขุด Bitcoin ต้องการการเชื่อมต่อกับเครือข่าย Bitcoin ตลอดเวลา
ซอฟต์แวร์ที่ใช้ในการควบคุมและเชื่อมต่อกับเครื่องขุด เช่น CGMiner, BFGMiner, หรือ NiceHash โดยจะช่วยให้เราสามารถตั้งค่าและติดตามสถานะการขุดได้
สำหรับการรับรางวัลที่ได้จากการขุด Bitcoin จำเป็นต้องมีกระเป๋าบิทคอยน์ (Bitcoin wallet) เพื่อเก็บบิทคอยน์ที่ได้รับ กระเป๋าบิทคอยน์สามารถเป็นแบบออนไลน์, กระเป๋าฮาร์ดแวร์ (Hardware Wallet), หรือกระเป๋าบนมือถือ
การขุด Bitcoin มีความเสี่ยงและข้อจำกัดหลายประการที่ควรพิจารณาก่อนตัดสินใจลงทุนด้วยต้นทุนที่สูง อุปกรณ์การขุด ASIC miners มีราคาแพง และอุปกรณ์อื่น ๆ ที่ต้องใช้ก็มีราคาสูงเช่นกัน เช่น ระบบระบายความร้อน อินเตอร์เน็ตความเร็วสูง และต้องใช้พลังงานไฟฟ้าสูงมากซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายหลักในการขุด นอกจากนั้น Bitcoin ยังมีการปรับระดับความยากในการขุด เมื่อมีนักขุดจำนวนมากเข้าร่วม การขุด Bitcoin จะยากขึ้น ดังนั้นหากจะเริ่มขุด Bitcoin ควรคำนึงถึงค่าใช้จ่ายค่าจะคุ้มค่ากับผลกำไรที่ได้รับหรือไม่
ในประเทศไทย การขุด Bitcoin ยังไม่มีกฎหมายเกี่ยวกับการขุด Bitcoin อย่างชัดเจน แต่มีกฎหมายที่อาจเกี่ยวข้องกับกระบวนการขุดที่ต้องระวัง ได้แก่ กฎหมายเกี่ยวกับการใช้พลังงาน เนื่องจากการขุดต้องใช้พลังงานไฟฟ้าจำนวนมาก จึงต้องศึกษาข้อกำหนดเกี่ยวกับการใช้ไฟฟ้าหรือข้อจำกัดการใช้พลังงานในเชิงพาณิชย์ และกฎหมายอีกข้อที่ผู้ขุดต้องระมัดระวังคือกฎหมายเกี่ยวกับการเก็บภาษี หากมีการขาย Bitcoin และได้รับกำไร จำเป็นจะต้องเสียภาษีเงินได้ตามที่กรมสรรพากรกำหนด
การขุด Bitcoin จะกำไรหรือไม่ ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัยที่ส่งผลต่อการขุด ได้แก่ ราคาของ Bitcoin ซึ่งมีความผันผวนสูง หากเป็นช่วงที่ Bitcoin มีราคาสูง ก็จะสามารถทำกำไรได้ แต่ถ้าราคาต่ำกำไรจากการขุดอาจไม่คุ้มค่าเนื่องจากต้นทุนที่สูง นอกจากนั้นยังมีการแข่งขันที่สูง หากเครื่องขุดประสิทธิภาพไม่สูง มีพลังการขุดที่ไม่เพียงพอ อาจขุดได้ไม่บ่อย ดังนั้นการเข้าร่วม Mining Pool หรือการขุดร่วมกับคนอื่น ๆ ก็จะช่วยให้มีโอกาสได้รางวัลบ่อยขึ้นและลดความเสี่ยงจากการขาดทุนได้
รางวัลที่นักขุด Bitcoin ได้รับจะมาจาก 2 ส่วน คือ รางวัลจากการขุดบล็อก เมื่อเครื่องขุดสามารถแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์และขุดบล็อกใหม่ได้สำเร็จ นักขุดจะได้รับ บล็อกรีวอร์ด ซึ่งในปัจจุบัน (มกราคม 2025) บล็อกรีวอร์ดอยู่ที่ 6.25 BTC ต่อบล็อก โดยบล็อกใหม่จะถูกขุดทุก ๆ 10 นาที และค่าธรรมเนียมการทำธุรกรรม (Transaction fees) ทุกครั้งที่มีการทำธุรกรรมจะมีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมและจ่ายให้กับนัดขุดที่ขุดบล็อกใหม่
การลงทุนเริ่มต้นในการขุด Bitcoin โดยใช้เครื่องขุด ASIC มีค่าใช้จ่ายประมาณ 150,000 - 300,000 บาท ขึ้นอยู่กับเครื่องขุดและการตั้งค่า ซึ่งยังไม่รวมถึงค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษา และการดำเนินงานประจำวัน เช่น ค่าไฟฟ้า
หากต้องการเริ่มขุดบิทคอยน์ควรศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับต้นทุนค่าใช้จ่ายให้ดีเสียก่อน เพราะต้องใช้เงินลงทุนค่อนข้างสูง และยังมีความเสี่ยงและข้อจำกัดอยู่มาก ดังนั้นจึงควรต้องศึกษาให้ดีก่อนทำการลงทุน
คำเตือน
*คริปโทเคอร์เรนซีและโทเคนดิจิทัลมีความเสี่ยงสูง ท่านอาจสูญเสียเงินลงทุนได้ทั้งจำนวน โปรดศึกษาและลงทุนให้เหมาะสมกับระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้
**บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อการศึกษาเท่านั้น ไม่ได้มีวัตถุประสงค์ในการให้คำแนะนำทางการเงินแต่อย่างใด