เชื่อว่าคำถามอย่าง Blockchain คืออะไรนั้น ยังคงเป็นหัวข้อสนทนาในตอนนี้แม้กระแสสินทรัพย์ดิจิทัลอาจถูกกล่าวถึงน้อยลงก็ตาม เพราะเทคโนโลยีดังกล่าวได้เข้ามามีบทบาทกับแวดวงธุรกิจและกลุ่มอุตสาหกรรมหลากหลาย อีกทั้งยังถูกนำไปปรับใช้กับการทำธุรกรรมและกิจกรรมที่กว้างขวาง ไม่ได้จำกัดแค่โลกเสมือนและการลงทุน
มาดูกันว่า จริง ๆ แล้ว ความหมายของ Blockchain คืออะไร เป็นแบบไหน มีอะไรบ้าง แล้วนำไปใช้ประโยชน์ด้านใดบ้าง รวมทั้งแนวโน้มของเทคโนโลยีนี้จะเติบโตไปในทิศทางใด
Blockchain เกิดขึ้นควบคู่กับการถือกำเนิดของ Bitcoin ในปี 2009 เมื่อบุคคลหรือนักพัฒนาผู้ใช้นามปากกา Satoshi Nakamoto เผยแพร่แนวคิดระบบสกุลเงินดิจิทัลที่ไม่ต้องพึ่งตัวกลางอย่างธนาคาร สิ่งที่ทำให้ Bitcoin ทำงานได้คือฐานข้อมูลแบบกระจายศูนย์ที่เรียกว่า Blockchain ซึ่งช่วยบันทึกธุรกรรมแบบโปร่งใสและปลอดภัย
ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา เทคโนโลยีนี้ได้เติบโตไปไกลกว่าแค่คริปโต เพราะ Blockchain มีความสามารถในการบันทึกข้อมูลและจัดการเครือข่ายแบบที่ ไม่ต้องมีศูนย์กลางควบคุม ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่ปฏิวัติวิธีการทำธุรกรรมออนไลน์และระบบฐานข้อมูลทั่วโลกจริง ๆ
บล็อกเชน (Blockchain) คือ เทคโนโลยีดิจิทัลแบบกระจายอำนาจหรือ Decentralized ว่าด้วยแนวคิดการใช้งานด้านการบันทึกและจัดเก็บข้อมูลอย่างปลอดภัย ซึ่งเป็นการทำงานเชื่อมต่อกันระหว่างเครือข่ายบล็อกเชนด้วยกัน ส่งผลให้เกิดความโปร่งใส รวมทั้งไม่สามารถปลอมแปลงหรือดัดแปลงคัดลอกได้ เพราะหลักการทำงานของบล็อกเชน การแบ่ง “บล็อก” ซึ่งบรรจุข้อมูล โดยต้องได้รับการยืนยันและตรวจสอบความถูกต้องของคอมพิวเตอร์ที่เป็น “โหนด” ภายในเครือข่ายทั้งหมดไปในทางเดียวกัน
คุณสมบัติดังกล่าวจึงถือว่ามีบทบาทสำคัญกับโลกคริปโตเคอร์เรนซีไม่น้อย เพราะช่วยให้เกิดความปลอดภัยในการทำธุรกรรม รวมทั้งสร้างวัฒนธรรมการตรวจสอบข้อมูลแบบกระจายอำนาจ ไม่ได้รวมศูนย์ นอกจากนี้ บล็อกเชนยังนับเป็นเทคโนโลยีที่นำไปประยุกต์ใช้กับหน่วยธุรกิจและอุตสาหกรรมอื่นได้อีกด้วย
สำหรับองค์ประกอบของ Blockchain หลัก ๆ จะประกอบด้วย เทคโนโลยี Distributed Ledger Technology การบันทึกแบบ Immutable และ Smart Contracts ดังนี้
หรือการจัดเก็บข้อมูลแบบกระจายศูนย์ โดยเปิดให้ผู้เข้าร่วมเครือข่าย Blockchain เข้าถึงการจัดเก็บข้อมูลธุรกรรมที่ทุกคนเข้าถึงได้ และเมื่อทุกคนเข้าถึงข้อมูลได้ การบันทึกและล็อกข้อมูลธุรกรรมจึงทำได้ครั้งเดียว ทำให้ไม่เกิดความเสี่ยงในการทำซ้ำข้อมูลธุรกรรมขึ้นมาใหม่
หรือการบันทึกข้อมูลที่ไม่สามารถดัดแปลงหรือเปลี่ยนแปลงการตั้งค่าเดิมได้ กล่าวคือ ผู้เข้าร่วมเครือข่ายไม่สามารถเปลี่ยนข้อมูลใด ๆ ได้ หากไม่ได้รับการตรวจสอบและยืนยันจากผู้เข้าร่วมเครือข่ายทุกคน หากข้อมูลธุรกรรมเกิดข้อผิดพลาด และสร้างข้อมูลธุรกรรมขึ้นมาใหม่อีกครั้ง บล็อกก็จะปรากฏข้อมูลธุรกรรมทั้งสองรอบให้เห็นโดยทั่วกัน
มีบทบาทในการจัดเก็บข้อมูลบนเครือข่าย Blockchain และดำเนินการโดยอัตโนมัติ ส่งผลให้ทำธุรกรรมได้อย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ ยังนำมาใช้ในการกำหนดเงื่อนไขของการถ่ายโอนตราสารหนี้ของบริษัท ครอบคลุมทั้งเงื่อนไขของกรมธรรม์ และอื่น ๆ ได้ด้วย
Blockchain ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในโลกของคริปโตเคอร์เรนซีเท่านั้น แต่ยังถูกนำไปประยุกต์ใช้ในหลากหลายอุตสาหกรรมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และสร้างความโปร่งใสให้กับธุรกิจในยุคดิจิทัล มาดูตัวอย่างการใช้งานจริงที่เกิดขึ้นแล้วในปี 2026
Blockchain ถูกใช้ในการโอนเงินระหว่างประเทศแบบ Real-time โดยไม่ต้องผ่านตัวกลางอย่าง SWIFT ทำให้ต้นทุนต่ำ ความเร็วสูง และความปลอดภัยเพิ่มขึ้น เช่น บางธนาคารในเอเชียได้นำระบบ Blockchain มาใช้ร่วมกับ CBDC เพื่อรองรับการโอนเงินข้ามประเทศแบบ 24/7
ในภาคการผลิตและจัดส่งสินค้า Blockchain ช่วยให้ติดตามสินค้าทุกขั้นตอนได้แบบโปร่งใสและตรวจสอบย้อนหลังได้ เช่น การตรวจสอบที่มาของวัตถุดิบในอุตสาหกรรมอาหารหรือแฟชั่นว่ามาจากแหล่งที่ยั่งยืนหรือไม่ ช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือของแบรนด์
ข้อมูลเวชระเบียนของผู้ป่วยสามารถถูกเก็บในระบบ Blockchain ได้อย่างปลอดภัย โดยสามารถแชร์ข้อมูลให้กับแพทย์หรือโรงพยาบาลที่ได้รับอนุญาตเท่านั้น ช่วยลดความผิดพลาดในการรักษา และป้องกันข้อมูลรั่วไหล
การโอนกรรมสิทธิ์บ้าน ที่ดิน หรือทรัพย์สินดิจิทัลสามารถทำผ่าน Smart Contract บน Blockchain ได้ทันที ไม่ต้องพึ่งเอกสารจำนวนมาก ลดเวลาทางธุรกรรมและลดโอกาสเกิดข้อผิดพลาด
ธุรกิจแบรนด์หรู นาฬิกา หรือไวน์หายาก เริ่มใช้ Blockchain ในการออกใบรับรองสินค้าดิจิทัล (Digital Certificate) เพื่อตรวจสอบความแท้ ลดปัญหาของปลอมในตลาดมือสอง
บางเมืองและหน่วยงานรัฐเริ่มทดลองใช้ Blockchain เพื่อจัดเก็บข้อมูลการลงคะแนนเสียงแบบออนไลน์ เพิ่มความโปร่งใส ลดการโกง และตรวจสอบได้แบบเรียลไทม์
บล็อกเชน (Blockchain) มีหลักการทำงานคล้ายกับฐานข้อมูลทั่วไป กล่าวคือ บล็อกเชนทำหน้าที่บรรจุและบันทึกข้อมูลไว้ในบล็อก แต่จุดต่างอยู่ที่การจัดวางโครงสร้างและเข้าถึงข้อมูล เพราะบล็อกเชนประกอบด้วยสคริปต์ที่ใช้สั่งการเรื่องใส่และเข้าถึงข้อมูล ตลอดจนกระจายข้อมูลนั้นไปยัง “โหนด” อื่นภายในเครือข่าย
เรียกง่าย ๆ คือ ข้อมูลที่บันทึกบนบล็อกเชนนั้นจะปรากฏยังเครื่องคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องที่อยู่ภายใต้เครือข่ายบล็อกเชนเดียวกัน ที่สำคัญ ข้อมูลเหล่านั้นต้องได้รับการตรวจสอบและยืนยันความถูกต้องพ้องกันจากโหนดทุกตัวในเครือข่าย
หากนำบล็อกเชนมาประยุกต์ใช้กับการทำข้อมูลธุรกรรม สามารถเริ่มจากการใส่ข้อมูลทางธุรกรรม (ซื้อ-ขายสินทรัพย์ดิจิทัล) เข้ามาในบล็อกของเครือข่าย จากนั้นข้อมูลจะถูกส่งต่อไปยังคอมพิวเตอร์เครื่องอื่นที่อยู่ในบล็อกเชนเดียวกัน โดยไม่จำกัดว่าคอมพิวเตอร์ในเครือข่ายนั้นจะอยู่ในส่วนใดของโลก เรียกการทำงานลักษณะนี้ว่า Peer-to-Peer จากนั้นเครือข่ายคอมพิวเตอร์ในบล็อกเชนทั้งหมดจะร่วมกันตรวจสอบและยืนยันความถูกต้องของข้อมูลธุรกรรม
เมื่อทุกอย่างได้รับการยืนยันแล้ว ข้อมูลธุรกรรมที่ใส่เข้ามาในบล็อกนั้นจะถูกล็อก พร้อมปรากฏรายละเอียดของประวัติการทำธุรกรรมเป็นลายลักษณ์อักษร ซึ่งเห็นโดยทั่วกัน ไม่สามารถดัดแปลงหรือคัดลอกได้หากไม่ได้รับการตรวจสอบจากโหนดในเครือข่ายร่วมกัน ทั้งหมดนี้ จึงถือเป็นการทำธุรกรรมบนบล็อกเชนที่เสร็จสิ้นสมบูรณ์
โดยทั่วไปแล้ว Blockchain ยังแยกย่อยออกมาอีกหลายประเภท โดยอิงจากวิธีการสร้างเครือข่าย Blockchain ขึ้นมา ประกอบด้วย Public Blockchain, Private Blockchain และ Permissioned Blockchain ซึ่งมีรายละเอียดต่างกัน ดังนี้
ถือเป็นหนึ่งในเครือข่าย Blockchain ที่หลายคนน่าจะคุ้นเคยและมีโอกาสได้ใช้งานกันมาพอสมควร เพราะ Blockchain ประเภทนี้ก็คือ Bitcoin หรือ Ethereum ซึ่งเปิดให้ผู้คนทั่วไปเข้าร่วมใช้งานได้ ข้อจำกัดของ Public Blockchain จึงอยู่ที่ต้องใช้พลังงานสูง ความเป็นส่วนตัวในการทำธุรกรรมน้อย กลุ่มองค์กรจึงอาจต้องพิจารณาข้อจำกัดนี้เป็นสำคัญหากต้องการประยุกต์เครือข่าย Blockchain เข้ากับหน่วยธุรกิจหรือการทำงานภายในองค์กร
เครือข่ายประเภทนี้คล้ายกับ Public Blockchain ตรงที่มีคุณสมบัติของการกระจายศูนย์ หรือ Decentralized และใช้เครือข่ายแบบ Peer-to-Peer ถึงอย่างนั้น ก็มีความแตกต่างอยู่บ้าง เพราะองค์กรถือสิทธิ์ขาดในการบริหารจัดการเครือข่าย สามารถควบคุมและให้สิทธิ์การเข้าถึงเครือข่ายเป็นรายบุคคลได้ ขึ้นอยู่กับว่าจะนำไปใช้ในกรณีไหนบ้าง จุดเด่นคือ องค์กรสามารถเลือกได้ว่าจะเปิดรันระบบเครือข่ายผ่าน Firewall ของบริษัทเอง ซึ่งถือว่าช่วยทำให้มั่นใจได้ระดับหนึ่งในเรื่องของความปลอดภัย
ว่าด้วยเครือข่าย Blockchain ที่ตั้งค่าจำกัดสิทธิ์การเข้าถึงและใช้งานเครือข่าย โดยตั้งค่ากำหนดได้ว่า ใครจะได้รับอนุญาตให้เข้าใช้งานภายในเครือข่าย รวมทั้งจะทำธุรกรรมอะไรได้บ้าง โดยผู้ใช้งานที่ได้รับอนุญาตจะได้รับคำเชิญคำร่วมเท่านั้น
เมื่อทำความรู้จัก Blockchain และเข้าใจหลักการทำงานเบื้องต้นแล้วนั้น ลองมาพิจารณากันว่า จริง ๆ แล้ว เทคโนโลยีบล็อกเชนมีข้อดีและข้อเสียด้านไหนบ้าง
นอกจากประยุกต์ใช้ในการทำธุรกรรมซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลแล้วนั้น Blockchain ยังถูกนำไปปรับใช้ในหลากหลายวงการธุรกิจและอุตสาหกรรม ดังนี้
แม้แต่สถาบันการเงินที่เน้นการบริหารจัดการตามแนวคิดรวมศูนย์ (Centralization) ยังประยุกต์ใช้ประโยชน์ของ Blockchain เข้ามาใช้ในการให้บริการแก่ลูกค้า โดยลูกค้าที่ทำธุรกรรมกับธนาคารหรือสถาบันการเงินสามารถเข้าถึงและเห็นข้อมูลธุรกรรมได้ตลอดเวลา ไม่จำกัดเวลาทำการและเวลาวันหยุด นอกจากนี้ ยังครอบคลุมถึงโอกาสการแลกเปลี่ยนกองทุนระหว่างสถาบันการเงิน ซึ่งเอื้อให้ดำเนินการดังกล่าวได้อย่างรวดเร็วและปลอดภัย
ผู้ให้บริการด้านพยาบาลและการแพทย์ ยกระดับการทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ผ่านการประยุกต์ใช้ Blockchain จัดเก็บข้อมูลของผู้ป่วยอย่างเป็นระบบและเป็นส่วนตัว เพราะเมื่อได้บันทึกข้อมูลและลงชื่อกำกับแล้วนั้น ข้อมูลทั้งหมดก็จะถูกล็อกในบล็อกของเครือข่ายทันที ทำให้ผู้ป่วยมั่นใจได้ว่าข้อมูลของตนจะไม่ถูกดัดแปลงหรือบิดเบือน นอกจากนี้ ข้อมูลส่วนตัวของผู้ป่วยจะถูกเข้ารหัส และจัดเก็บบน Blockchain ด้วย Private Key นั่นหมายความว่า ผู้เข้าถึงข้อมูลเหล่านี้ได้จะเป็นผู้ที่ได้รับผิดชอบและถือ Private Key เท่านั้น
จุดเด่นของ Blockchain เข้ามาช่วยแก้ปัญหาการเดินทางไปสำนักงานเพื่อทำเรื่องถ่ายโอนกรรมสิทธิ์ดังกล่าว ซึ่งเดิมทีใช้เวลาค่อนข้างนาน ขั้นตอนซับซ้อน รวมทั้งเสี่ยงเกิดความผิดพลาดจากการบันทึกด้วยมือได้ โดย Blockchain จะช่วยบันทึกข้อมูลและตรวจสอบยืนยันความถูกต้องของเอกสารทั้งหมด ส่งผลให้เจ้าของลดเวลาการอ่านเอกสารหลายหน้าได้
ซัพพลายเออร์สามารถใช้ประโยชน์ของ Blockchain ช่วยบันทึกข้อมูลวัตถุดิบจากต้นทางที่ได้ซื้อมาแล้วว่ามีคุณภาพ และตรงตามต้องการหรือไม่ ซึ่งช่วยให้ตรวจสอบความถูกต้องของสินค้า ตลอดจนฉลากบนสินค้าได้อย่างแม่นยำ ไม่เพียงเท่านั้น ยังครอบคลุมไปถึงการใช้ Blockchain ช่วยติดตามการขนส่งสินค้า และข้อมูลความปลอดภัยของสินค้านับตั้งแต่เก็บมาจากแหล่งเพาะปลูก ตลอดจนส่งถึงมือผู้บริโภคอีกด้วย
หากกล่าวให้เข้าใจง่ายที่สุดแล้ว ต้องยอมรับว่า ปัจจุบันทุกองค์กรล้วนขับเคลื่อนด้วยการถือครอง “ข้อมูล” ยิ่งการส่งต่อและรับสารของข้อมูลนั้นรวดเร็วมากเท่าไหร่ และแม่นยำเท่าไหร่ ก็ยิ่งส่งผลดีต่อการทำงานภายในองค์กร และการขับเคลื่อนธุรกิจมากขึ้นเท่านั้น
แน่นอนว่า คุณสมบัติของเครือข่าย Blockchain รองรับการรับส่งข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะเอื้อให้ส่งข้อมูลได้รวดเร็ว แบ่งปันระหว่างบุคคลภายในเครือข่าย รวมทั้งจัดเก็บข้อมูลได้อย่างปลอดภัย เข้าถึงได้เฉพาะบุคคลที่ได้รับอนุญาตเท่านั้น อีกทั้งยังประยุกต์ใช้ในธุรกิจได้หลากหลาย ทั้งช่วยติดตามคำสั่งซื้อสินค้า ตรวจสอบรายละเอียดการชำระเงินย้อนหลัง และอื่น ๆ
เมื่อกลับมามองในไทยเอง ก็มีการปรับใช้เทคโนโลยีดังกล่าวในหลากหลายอุตสาหกรรม ครอบคลุมทั้งในภาครัฐและเอกชน ดังนี้
หน่วยงานภาครัฐในไทยได้ประยุกต์ใช้เทคโนโลยี Blockchain เข้ามา เพื่อช่วยเสริมประสิทธิภาพในการทำงานและให้บริการประชาชนส่วนต่าง ๆ โดย Blockchain ช่วยให้ขั้นตอนการทำงานคล่องตัวขึ้น ลดค่าใช้จ่ายบางส่วนออกไป รวมทั้งกระตุ้นให้เกิดความโปร่งใสในการทำงานและจัดเก็บข้อมูล เช่น สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (Digital Government Development Agency; DGA) ทำบริการ ME-D และ ME-Vote ซึ่งมุ่งเน้นด้านการยืนยันตัวตนในโลกดิจิทัลอย่างปลอดภัยและโปร่งใส เป็นต้น
องค์กรเกี่ยวกับกลุ่มธุรกิจทางการเงินได้ประยุกต์ใช้ Blockchain อย่างแพร่หลาย เพื่อยกระดับด้านความปลอดภัยและประสิทธิภาพในการให้บริการ เห็นได้จากธนาคารแห่งประเทศไทยชูประเด็นด้านการออมพันธบัตรรัฐบาลบนเครือข่าย Blockchain เพื่อลดเวลาการทำธรุกรรม รวมทั้งสร้างความโปร่งใสและตรวจสอบได้
ประเทศไทยได้เริ่มทำ Pilot-test โดยริเริ่มนำเทคโนโลยี Blockchain มาใช้ชำระเงินคริปโตฯ ในการท่องเที่ยวที่จังหวัดภูเก็ต โดยนักท่องเที่ยวสามารถลงทะเบียนแพลตฟอร์ม Exchange ของไทย และนำสินทรัพย์ในบัญชีของตนใช้จ่ายได้ โดยเปลี่ยนเงินบิตคอยน์ที่มีให้กลายเป็นเงิน Fiat (เงินบาท) แคมเปญนี้มุ่งหวังให้เกิดทางเลือกการชำระเงินสำหรับนักท่องเที่ยวอีกทางหนึ่ง
ปี 2026 นี้ เทคโนโลยี Blockchain ยังคงเดินหน้าพัฒนาและเติบโตอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งยังส่งอิทธิพลต่อหลายภาคส่วน ไล่มาตั้งแต่กลุ่มโทเคนและการลงทุนสินทรัพย์ต่าง ๆ โดยจะเกิดการแปลงสินทรัพย์ต่าง ๆ มาอยู่ในรูปของโทเคนดิจิทัลบนเครือข่าย Blockchain และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ส่งผลให้เกิดสภาพคล่องและการเข้าถึงสินทรัพย์ได้มากขึ้น
เช่นเดียวกัน แพลตฟอร์ม DeFi จะเติบโตขึ้นอย่างกว้างขวาง โดยจะเปิดให้บริการทั้งการยืม ให้ยืม และเทดสินทรัพย์แบบไร้ตัวกลาง ที่สำคัญ ผู้คนจะเข้าถึงแพลตฟอร์ม DeFi ได้มากขึ้น เพราะ Blockchain มี Smart Contracts ขั้นสูง ผนวกกับการปรับใช้ Layer 2 มากขึ้นนั้น ทำให้เครือข่าย Blockchain คล่องตัวมากขึ้น และช่วยลดค่าธรรมเนียม
นอกจากนี้ กระแสของ AI หรือปัญญาประดิษฐ์ก็ยิ่งทำให้เทคโนโลยีดังกล่าวเดินหน้าขับเคลื่อนไปอย่างต่อเนื่อง กล่าวคือ เพราะทั้งสองนวัตกรรมจะช่วยให้เกิดเครือข่ายการทำงานแบบอัตโนมัติและเปี่ยมประสิทธิภาพ โดย Blockchain ชูจุดเด่นของการสร้างกรอบการทำงานแบบปลอดภัยและโปร่งใส เมื่อนำมาประยุกต์เข้ากับปัญญาประดิษฐ์แล้วนั้น จะข่วยตรวจสอบและคัดกรองคลังข้อมูลที่ป้อนเข้ามาได้ว่าน่าเชื่อถือและถูกต้องหรือไม่ แนวคิดดังกล่าวจะถูกนำไปปรับใช้กับกลุ่มธุรกิจที่ต้องรองรับข้อมูลมหาศาล ไม่ว่าจะเป็นด้านการเงิน การแพทย์และสุขภาพ รวมทั้งการจัดการโลจิสติกส์
เมื่อกล่าวถึงฝั่งโลจิสติกส์แล้ว Blockchain มีบทบาทสำคัญในธุรกิจนี้ โดยจะช่วยยกระดับการทำงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เพราะคุณสมบัติด้านการบันทึกรายการธุรกรรมหรือข้อมูลที่ไม่สามารถแก้ไขและดัดแปลงได้ ส่งผลให้เกิดความโปร่งใสในการตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูล ที่สำคัญ Blockchain ยังช่วยลดความเสี่ยงการปลอมแปลงสินค้า และเพิ่มความน่าเชื่อถือได้ จากการประยุกต์ใช้จุดเด่นของเทคโนโลยีเข้ามาใช้กับงานที่ต้องติดตามและตรวจสอบสินค้า
Blockchain เป็นระบบกระจายศูนย์และไม่สามารถแก้ไขย้อนหลังได้ ต่างจากฐานข้อมูลแบบเดิมที่สามารถแก้ไขหรือควบคุมโดยศูนย์กลาง
ใช่ เพราะข้อมูลต้องผ่านการตรวจสอบจากทุกโหนดในเครือข่ายก่อนถูกบันทึก และไม่สามารถแก้ไขได้โดยลำพัง
ได้ตั้งแต่การเงิน โลจิสติกส์ สุขภาพ ไปจนถึงการจัดเก็บข้อมูลกรรมสิทธิ์และการตรวจสอบสินค้าจริง
ไม่จำเป็นสำหรับการใช้งานในระดับพื้นฐาน แต่ถ้าจะสร้างระบบ Blockchain เองอาจต้องความรู้ด้านโปรแกรมมิงและ Smart Contract
ในบางด้าน เช่น การโอนเงินหรือจัดเก็บข้อมูลแบบกระจายศูนย์ Blockchain มีศักยภาพสูง แต่การแทนที่ระบบเดิมจะต้องพิจารณาทั้งด้านกฎหมาย ความปลอดภัย และการยอมรับของผู้ใช้
ถึงตรงนี้ อาจได้เห็นแล้วว่า Blockchain ไม่เพียงเป็นเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับโลกการลงทุนสินทรัพย์ดิจิทัลเท่านั้น แต่ยังเชื่อมโยงกับกลุ่มธุรกิจและอุตสาหกรรมหลากหลาย ครอบคลุมทั้งกิจกรรมและการทำธุรกรรมทั้งในระดับบุคคลและองค์กร ด้วยคุณสมบัติเด่นที่เน้นเรื่องการตรวจสอบข้อมูลแบบ Peer-to-Peer แก้ไข ดัดแปลง หรือทำซ้ำข้อมูลไม่ได้ จึงทำให้การประยุกต์ใช้ Blockchain นั้น ช่วยสร้างคอมมูนิตี้ที่เต็มไปด้วยความโปร่งใส่และกระจายศูนย์อีกทางหนึ่ง
คำเตือน
*คริปโทเคอร์เรนซีและโทเคนดิจิทัลมีความเสี่ยงสูง ท่านอาจสูญเสียเงินลงทุนได้ทั้งจำนวน โปรดศึกษาและลงทุนให้เหมาะสมกับระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้
**บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อการศึกษาเท่านั้น ไม่ได้มีวัตถุประสงค์ในการให้คำแนะนำทางการเงินแต่อย่างใด
อ้างอิง