Bitazza Thailand Blog

ทำความเข้าใจ Blockchain ฉบับปี 2026 ใช้งานได้จริง มือใหม่ก็เข้าใจ

what is blockchain

 

เชื่อว่าคำถามอย่าง Blockchain คืออะไรนั้น ยังคงเป็นหัวข้อสนทนาในตอนนี้แม้กระแสสินทรัพย์ดิจิทัลอาจถูกกล่าวถึงน้อยลงก็ตาม เพราะเทคโนโลยีดังกล่าวได้เข้ามามีบทบาทกับแวดวงธุรกิจและกลุ่มอุตสาหกรรมหลากหลาย อีกทั้งยังถูกนำไปปรับใช้กับการทำธุรกรรมและกิจกรรมที่กว้างขวาง ไม่ได้จำกัดแค่โลกเสมือนและการลงทุน 

มาดูกันว่า จริง ๆ แล้ว ความหมายของ Blockchain คืออะไร เป็นแบบไหน มีอะไรบ้าง แล้วนำไปใช้ประโยชน์ด้านใดบ้าง รวมทั้งแนวโน้มของเทคโนโลยีนี้จะเติบโตไปในทิศทางใด

 


ประวัติ Blockchain

Blockchain เกิดขึ้นควบคู่กับการถือกำเนิดของ Bitcoin ในปี 2009 เมื่อบุคคลหรือนักพัฒนาผู้ใช้นามปากกา Satoshi Nakamoto เผยแพร่แนวคิดระบบสกุลเงินดิจิทัลที่ไม่ต้องพึ่งตัวกลางอย่างธนาคาร สิ่งที่ทำให้ Bitcoin ทำงานได้คือฐานข้อมูลแบบกระจายศูนย์ที่เรียกว่า Blockchain ซึ่งช่วยบันทึกธุรกรรมแบบโปร่งใสและปลอดภัย 

ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา เทคโนโลยีนี้ได้เติบโตไปไกลกว่าแค่คริปโต เพราะ Blockchain มีความสามารถในการบันทึกข้อมูลและจัดการเครือข่ายแบบที่ ไม่ต้องมีศูนย์กลางควบคุม ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่ปฏิวัติวิธีการทำธุรกรรมออนไลน์และระบบฐานข้อมูลทั่วโลกจริง ๆ

 


เทคโนโลยี Blockchain คืออะไร 

บล็อกเชน (Blockchain) คือ เทคโนโลยีดิจิทัลแบบกระจายอำนาจหรือ Decentralized ว่าด้วยแนวคิดการใช้งานด้านการบันทึกและจัดเก็บข้อมูลอย่างปลอดภัย ซึ่งเป็นการทำงานเชื่อมต่อกันระหว่างเครือข่ายบล็อกเชนด้วยกัน ส่งผลให้เกิดความโปร่งใส รวมทั้งไม่สามารถปลอมแปลงหรือดัดแปลงคัดลอกได้ เพราะหลักการทำงานของบล็อกเชน การแบ่ง “บล็อก” ซึ่งบรรจุข้อมูล โดยต้องได้รับการยืนยันและตรวจสอบความถูกต้องของคอมพิวเตอร์ที่เป็น “โหนด” ภายในเครือข่ายทั้งหมดไปในทางเดียวกัน 

คุณสมบัติดังกล่าวจึงถือว่ามีบทบาทสำคัญกับโลกคริปโตเคอร์เรนซีไม่น้อย เพราะช่วยให้เกิดความปลอดภัยในการทำธุรกรรม รวมทั้งสร้างวัฒนธรรมการตรวจสอบข้อมูลแบบกระจายอำนาจ ไม่ได้รวมศูนย์ นอกจากนี้ บล็อกเชนยังนับเป็นเทคโนโลยีที่นำไปประยุกต์ใช้กับหน่วยธุรกิจและอุตสาหกรรมอื่นได้อีกด้วย

 


องค์ประกอบของ Blockchain มีอะไรบ้าง

สำหรับองค์ประกอบของ Blockchain หลัก ๆ จะประกอบด้วย เทคโนโลยี Distributed Ledger Technology การบันทึกแบบ Immutable และ Smart Contracts ดังนี้ 

1. เทคโนโลยี Distributed ledger technology 

หรือการจัดเก็บข้อมูลแบบกระจายศูนย์ โดยเปิดให้ผู้เข้าร่วมเครือข่าย Blockchain เข้าถึงการจัดเก็บข้อมูลธุรกรรมที่ทุกคนเข้าถึงได้ และเมื่อทุกคนเข้าถึงข้อมูลได้ การบันทึกและล็อกข้อมูลธุรกรรมจึงทำได้ครั้งเดียว ทำให้ไม่เกิดความเสี่ยงในการทำซ้ำข้อมูลธุรกรรมขึ้นมาใหม่ 

2. การบันทึกแบบ Immutable 

หรือการบันทึกข้อมูลที่ไม่สามารถดัดแปลงหรือเปลี่ยนแปลงการตั้งค่าเดิมได้ กล่าวคือ ผู้เข้าร่วมเครือข่ายไม่สามารถเปลี่ยนข้อมูลใด ๆ ได้ หากไม่ได้รับการตรวจสอบและยืนยันจากผู้เข้าร่วมเครือข่ายทุกคน หากข้อมูลธุรกรรมเกิดข้อผิดพลาด และสร้างข้อมูลธุรกรรมขึ้นมาใหม่อีกครั้ง บล็อกก็จะปรากฏข้อมูลธุรกรรมทั้งสองรอบให้เห็นโดยทั่วกัน

3. Smart Contracts 

มีบทบาทในการจัดเก็บข้อมูลบนเครือข่าย Blockchain และดำเนินการโดยอัตโนมัติ ส่งผลให้ทำธุรกรรมได้อย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ ยังนำมาใช้ในการกำหนดเงื่อนไขของการถ่ายโอนตราสารหนี้ของบริษัท ครอบคลุมทั้งเงื่อนไขของกรมธรรม์ และอื่น ๆ ได้ด้วย

 


Blockchain นำมาพัฒนาธุรกิจอย่างไรได้บ้าง

Blockchain ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในโลกของคริปโตเคอร์เรนซีเท่านั้น แต่ยังถูกนำไปประยุกต์ใช้ในหลากหลายอุตสาหกรรมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และสร้างความโปร่งใสให้กับธุรกิจในยุคดิจิทัล มาดูตัวอย่างการใช้งานจริงที่เกิดขึ้นแล้วในปี 2026

  • ธุรกิจการเงิน (Finance)

Blockchain ถูกใช้ในการโอนเงินระหว่างประเทศแบบ Real-time โดยไม่ต้องผ่านตัวกลางอย่าง SWIFT ทำให้ต้นทุนต่ำ ความเร็วสูง และความปลอดภัยเพิ่มขึ้น เช่น บางธนาคารในเอเชียได้นำระบบ Blockchain มาใช้ร่วมกับ CBDC เพื่อรองรับการโอนเงินข้ามประเทศแบบ 24/7

  • โลจิสติกส์และซัพพลายเชน (Supply Chain)

ในภาคการผลิตและจัดส่งสินค้า Blockchain ช่วยให้ติดตามสินค้าทุกขั้นตอนได้แบบโปร่งใสและตรวจสอบย้อนหลังได้ เช่น การตรวจสอบที่มาของวัตถุดิบในอุตสาหกรรมอาหารหรือแฟชั่นว่ามาจากแหล่งที่ยั่งยืนหรือไม่ ช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือของแบรนด์

  • สุขภาพ (Healthcare)

ข้อมูลเวชระเบียนของผู้ป่วยสามารถถูกเก็บในระบบ Blockchain ได้อย่างปลอดภัย โดยสามารถแชร์ข้อมูลให้กับแพทย์หรือโรงพยาบาลที่ได้รับอนุญาตเท่านั้น ช่วยลดความผิดพลาดในการรักษา และป้องกันข้อมูลรั่วไหล

  • อสังหาริมทรัพย์และกรรมสิทธิ์ (Real Estate & Ownership)

การโอนกรรมสิทธิ์บ้าน ที่ดิน หรือทรัพย์สินดิจิทัลสามารถทำผ่าน Smart Contract บน Blockchain ได้ทันที ไม่ต้องพึ่งเอกสารจำนวนมาก ลดเวลาทางธุรกรรมและลดโอกาสเกิดข้อผิดพลาด

  • การตรวจสอบสินค้าและของแท้ (Authenticity & Anti-Fake)

ธุรกิจแบรนด์หรู นาฬิกา หรือไวน์หายาก เริ่มใช้ Blockchain ในการออกใบรับรองสินค้าดิจิทัล (Digital Certificate) เพื่อตรวจสอบความแท้ ลดปัญหาของปลอมในตลาดมือสอง

  • การลงคะแนนเสียงและประชามติ (Voting & Governance)

บางเมืองและหน่วยงานรัฐเริ่มทดลองใช้ Blockchain เพื่อจัดเก็บข้อมูลการลงคะแนนเสียงแบบออนไลน์ เพิ่มความโปร่งใส ลดการโกง และตรวจสอบได้แบบเรียลไทม์

 


how blockchain works

 

หลักการทำงานของ Blockchain 

บล็อกเชน (Blockchain) มีหลักการทำงานคล้ายกับฐานข้อมูลทั่วไป กล่าวคือ บล็อกเชนทำหน้าที่บรรจุและบันทึกข้อมูลไว้ในบล็อก แต่จุดต่างอยู่ที่การจัดวางโครงสร้างและเข้าถึงข้อมูล เพราะบล็อกเชนประกอบด้วยสคริปต์ที่ใช้สั่งการเรื่องใส่และเข้าถึงข้อมูล ตลอดจนกระจายข้อมูลนั้นไปยัง “โหนด” อื่นภายในเครือข่าย

เรียกง่าย ๆ คือ ข้อมูลที่บันทึกบนบล็อกเชนนั้นจะปรากฏยังเครื่องคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องที่อยู่ภายใต้เครือข่ายบล็อกเชนเดียวกัน ที่สำคัญ ข้อมูลเหล่านั้นต้องได้รับการตรวจสอบและยืนยันความถูกต้องพ้องกันจากโหนดทุกตัวในเครือข่าย 

หากนำบล็อกเชนมาประยุกต์ใช้กับการทำข้อมูลธุรกรรม สามารถเริ่มจากการใส่ข้อมูลทางธุรกรรม (ซื้อ-ขายสินทรัพย์ดิจิทัล) เข้ามาในบล็อกของเครือข่าย จากนั้นข้อมูลจะถูกส่งต่อไปยังคอมพิวเตอร์เครื่องอื่นที่อยู่ในบล็อกเชนเดียวกัน โดยไม่จำกัดว่าคอมพิวเตอร์ในเครือข่ายนั้นจะอยู่ในส่วนใดของโลก เรียกการทำงานลักษณะนี้ว่า Peer-to-Peer จากนั้นเครือข่ายคอมพิวเตอร์ในบล็อกเชนทั้งหมดจะร่วมกันตรวจสอบและยืนยันความถูกต้องของข้อมูลธุรกรรม

เมื่อทุกอย่างได้รับการยืนยันแล้ว ข้อมูลธุรกรรมที่ใส่เข้ามาในบล็อกนั้นจะถูกล็อก พร้อมปรากฏรายละเอียดของประวัติการทำธุรกรรมเป็นลายลักษณ์อักษร ซึ่งเห็นโดยทั่วกัน ไม่สามารถดัดแปลงหรือคัดลอกได้หากไม่ได้รับการตรวจสอบจากโหนดในเครือข่ายร่วมกัน ทั้งหมดนี้ จึงถือเป็นการทำธุรกรรมบนบล็อกเชนที่เสร็จสิ้นสมบูรณ์

 


ทำความเข้าใจประเภทของ Blockchain 

โดยทั่วไปแล้ว Blockchain ยังแยกย่อยออกมาอีกหลายประเภท โดยอิงจากวิธีการสร้างเครือข่าย Blockchain ขึ้นมา ประกอบด้วย Public Blockchain, Private Blockchain และ Permissioned Blockchain ซึ่งมีรายละเอียดต่างกัน ดังนี้

1. Public Blockchain 

ถือเป็นหนึ่งในเครือข่าย Blockchain ที่หลายคนน่าจะคุ้นเคยและมีโอกาสได้ใช้งานกันมาพอสมควร เพราะ Blockchain ประเภทนี้ก็คือ Bitcoin หรือ Ethereum ซึ่งเปิดให้ผู้คนทั่วไปเข้าร่วมใช้งานได้ ข้อจำกัดของ Public Blockchain จึงอยู่ที่ต้องใช้พลังงานสูง ความเป็นส่วนตัวในการทำธุรกรรมน้อย กลุ่มองค์กรจึงอาจต้องพิจารณาข้อจำกัดนี้เป็นสำคัญหากต้องการประยุกต์เครือข่าย Blockchain เข้ากับหน่วยธุรกิจหรือการทำงานภายในองค์กร 

2. Private Blockchain 

เครือข่ายประเภทนี้คล้ายกับ Public Blockchain ตรงที่มีคุณสมบัติของการกระจายศูนย์ หรือ Decentralized และใช้เครือข่ายแบบ Peer-to-Peer ถึงอย่างนั้น ก็มีความแตกต่างอยู่บ้าง เพราะองค์กรถือสิทธิ์ขาดในการบริหารจัดการเครือข่าย สามารถควบคุมและให้สิทธิ์การเข้าถึงเครือข่ายเป็นรายบุคคลได้ ขึ้นอยู่กับว่าจะนำไปใช้ในกรณีไหนบ้าง จุดเด่นคือ องค์กรสามารถเลือกได้ว่าจะเปิดรันระบบเครือข่ายผ่าน Firewall ของบริษัทเอง ซึ่งถือว่าช่วยทำให้มั่นใจได้ระดับหนึ่งในเรื่องของความปลอดภัย

3. Permissioned Blockchain 

ว่าด้วยเครือข่าย Blockchain ที่ตั้งค่าจำกัดสิทธิ์การเข้าถึงและใช้งานเครือข่าย โดยตั้งค่ากำหนดได้ว่า ใครจะได้รับอนุญาตให้เข้าใช้งานภายในเครือข่าย รวมทั้งจะทำธุรกรรมอะไรได้บ้าง โดยผู้ใช้งานที่ได้รับอนุญาตจะได้รับคำเชิญคำร่วมเท่านั้น

 


 

ข้อดีและข้อเสียของ Blockchain

เมื่อทำความรู้จัก Blockchain และเข้าใจหลักการทำงานเบื้องต้นแล้วนั้น ลองมาพิจารณากันว่า จริง ๆ แล้ว เทคโนโลยีบล็อกเชนมีข้อดีและข้อเสียด้านไหนบ้าง

ข้อดีของ Blockchain

  • ยกระดับของขั้นตอนการทำงานในหลายอุตสาหกรรมให้แม่นยำมากขึ้นเพราะช่วยลดข้อผิดพลาดจากการทำงานซ้ำ ๆ ของมนุษย์ ซึ่งเสี่ยงเกิดข้อผิดพลาดได้
  • ลดค่าใช้จ่ายในกระบวนการผลิต ขนส่ง หรือดำเนินการของหน่วยธุรกิจภายในองค์กร เพราะไม่ต้องใช้บุคลากรหรือผู้เชี่ยวชาญภายนอกมาช่วยตรวจสอบและยืนยันความถูกต้องของข้อมูล
  • ลดความเสี่ยงการดัดแปลง สำเนา หรือบิดเบือนข้อมูลธุรกรรม ข้อมูลส่วนตัว และอื่น ๆ 
  • ทำธุรกรรมได้อย่างปลอดภัย เป็นส่วนตัว และมีประสิทธิภาพ 
  • เอื้อให้เกิดความโปร่งใสในการทำธุรกรรมหรือประยุกต์ใช้ในการบันทึกข้อมูลอื่นภายในองค์กร เพราะทุกข้อมูลต้องได้รับการตรวจสอบและยืนยันความถูกต้องจากทุกฝ่ายบนเครือข่ายก่อน 
  • เปิดโอกาสทางเลือกในการจัดเก็บข้อมูลส่วนบุคคล โดยเฉพาะองค์กรหรือหน่วยงานที่จำเป็นต้องบริหารจัดการข้อมูลของบุคคลจำนวนมาก

 

ข้อเสียของ Blockchain

  • ตัวเลขของอัตราการทำธุรกรรมต่อวินาทีค่อนข้างต่ำ
  • เคยมีประวัติถูกนำไปใช้กับกิจกรรมผิดกฎหมายอย่าง Dark Web ซึ่งอาจต้องพิจารณาในการเลือกใช้เครือข่าย Blockchain อย่างรอบคอบ 
  • มีข้อบังคับและข้อกำหนดที่บังคับใช้ในแต่ละประเทศหรือพื้นที่แตกต่างกัน จำเป็นต้องศึกษาและทำความเข้าใจอย่างรอบคอบ 
  • พื้นที่จัดเก็บข้อมูลมีจำกัด

 


benefits blockchain

 

ประโยชน์ของ Blockchain ในแต่ละด้าน 

นอกจากประยุกต์ใช้ในการทำธุรกรรมซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลแล้วนั้น Blockchain ยังถูกนำไปปรับใช้ในหลากหลายวงการธุรกิจและอุตสาหกรรม ดังนี้ 

  • ธนาคารและการเงิน

แม้แต่สถาบันการเงินที่เน้นการบริหารจัดการตามแนวคิดรวมศูนย์ (Centralization) ยังประยุกต์ใช้ประโยชน์ของ Blockchain เข้ามาใช้ในการให้บริการแก่ลูกค้า โดยลูกค้าที่ทำธุรกรรมกับธนาคารหรือสถาบันการเงินสามารถเข้าถึงและเห็นข้อมูลธุรกรรมได้ตลอดเวลา ไม่จำกัดเวลาทำการและเวลาวันหยุด นอกจากนี้ ยังครอบคลุมถึงโอกาสการแลกเปลี่ยนกองทุนระหว่างสถาบันการเงิน ซึ่งเอื้อให้ดำเนินการดังกล่าวได้อย่างรวดเร็วและปลอดภัย 

  • สุขภาพและการแพทย์

ผู้ให้บริการด้านพยาบาลและการแพทย์ ยกระดับการทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ผ่านการประยุกต์ใช้ Blockchain จัดเก็บข้อมูลของผู้ป่วยอย่างเป็นระบบและเป็นส่วนตัว เพราะเมื่อได้บันทึกข้อมูลและลงชื่อกำกับแล้วนั้น ข้อมูลทั้งหมดก็จะถูกล็อกในบล็อกของเครือข่ายทันที ทำให้ผู้ป่วยมั่นใจได้ว่าข้อมูลของตนจะไม่ถูกดัดแปลงหรือบิดเบือน นอกจากนี้ ข้อมูลส่วนตัวของผู้ป่วยจะถูกเข้ารหัส และจัดเก็บบน Blockchain ด้วย Private Key นั่นหมายความว่า ผู้เข้าถึงข้อมูลเหล่านี้ได้จะเป็นผู้ที่ได้รับผิดชอบและถือ Private Key เท่านั้น

  • กรรมสิทธิ์ทรัพย์สินและที่ดิน

จุดเด่นของ Blockchain เข้ามาช่วยแก้ปัญหาการเดินทางไปสำนักงานเพื่อทำเรื่องถ่ายโอนกรรมสิทธิ์ดังกล่าว ซึ่งเดิมทีใช้เวลาค่อนข้างนาน ขั้นตอนซับซ้อน รวมทั้งเสี่ยงเกิดความผิดพลาดจากการบันทึกด้วยมือได้ โดย Blockchain จะช่วยบันทึกข้อมูลและตรวจสอบยืนยันความถูกต้องของเอกสารทั้งหมด ส่งผลให้เจ้าของลดเวลาการอ่านเอกสารหลายหน้าได้ 

  • เครือข่ายโลจิสติกส์

ซัพพลายเออร์สามารถใช้ประโยชน์ของ Blockchain ช่วยบันทึกข้อมูลวัตถุดิบจากต้นทางที่ได้ซื้อมาแล้วว่ามีคุณภาพ และตรงตามต้องการหรือไม่ ซึ่งช่วยให้ตรวจสอบความถูกต้องของสินค้า ตลอดจนฉลากบนสินค้าได้อย่างแม่นยำ ไม่เพียงเท่านั้น ยังครอบคลุมไปถึงการใช้ Blockchain ช่วยติดตามการขนส่งสินค้า และข้อมูลความปลอดภัยของสินค้านับตั้งแต่เก็บมาจากแหล่งเพาะปลูก ตลอดจนส่งถึงมือผู้บริโภคอีกด้วย 

 


ความสำคัญของเทคโนโลยี Blockchain

หากกล่าวให้เข้าใจง่ายที่สุดแล้ว ต้องยอมรับว่า ปัจจุบันทุกองค์กรล้วนขับเคลื่อนด้วยการถือครอง “ข้อมูล” ยิ่งการส่งต่อและรับสารของข้อมูลนั้นรวดเร็วมากเท่าไหร่ และแม่นยำเท่าไหร่ ก็ยิ่งส่งผลดีต่อการทำงานภายในองค์กร และการขับเคลื่อนธุรกิจมากขึ้นเท่านั้น 

แน่นอนว่า คุณสมบัติของเครือข่าย Blockchain รองรับการรับส่งข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะเอื้อให้ส่งข้อมูลได้รวดเร็ว แบ่งปันระหว่างบุคคลภายในเครือข่าย รวมทั้งจัดเก็บข้อมูลได้อย่างปลอดภัย เข้าถึงได้เฉพาะบุคคลที่ได้รับอนุญาตเท่านั้น อีกทั้งยังประยุกต์ใช้ในธุรกิจได้หลากหลาย ทั้งช่วยติดตามคำสั่งซื้อสินค้า ตรวจสอบรายละเอียดการชำระเงินย้อนหลัง และอื่น ๆ

 


ตัวอย่าง Blockchain ในไทย

เมื่อกลับมามองในไทยเอง ก็มีการปรับใช้เทคโนโลยีดังกล่าวในหลากหลายอุตสาหกรรม ครอบคลุมทั้งในภาครัฐและเอกชน ดังนี้ 

1. บริการจากภาครัฐ

หน่วยงานภาครัฐในไทยได้ประยุกต์ใช้เทคโนโลยี Blockchain เข้ามา เพื่อช่วยเสริมประสิทธิภาพในการทำงานและให้บริการประชาชนส่วนต่าง ๆ โดย Blockchain ช่วยให้ขั้นตอนการทำงานคล่องตัวขึ้น ลดค่าใช้จ่ายบางส่วนออกไป รวมทั้งกระตุ้นให้เกิดความโปร่งใสในการทำงานและจัดเก็บข้อมูล เช่น สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (Digital Government Development Agency; DGA) ทำบริการ ME-D  และ ME-Vote ซึ่งมุ่งเน้นด้านการยืนยันตัวตนในโลกดิจิทัลอย่างปลอดภัยและโปร่งใส เป็นต้น 

2. บริการทางการเงิน

องค์กรเกี่ยวกับกลุ่มธุรกิจทางการเงินได้ประยุกต์ใช้ Blockchain อย่างแพร่หลาย เพื่อยกระดับด้านความปลอดภัยและประสิทธิภาพในการให้บริการ เห็นได้จากธนาคารแห่งประเทศไทยชูประเด็นด้านการออมพันธบัตรรัฐบาลบนเครือข่าย Blockchain เพื่อลดเวลาการทำธรุกรรม รวมทั้งสร้างความโปร่งใสและตรวจสอบได้ 

3. ด้านการท่องเที่ยว

ประเทศไทยได้เริ่มทำ Pilot-test โดยริเริ่มนำเทคโนโลยี Blockchain มาใช้ชำระเงินคริปโตฯ ในการท่องเที่ยวที่จังหวัดภูเก็ต โดยนักท่องเที่ยวสามารถลงทะเบียนแพลตฟอร์ม Exchange ของไทย และนำสินทรัพย์ในบัญชีของตนใช้จ่ายได้ โดยเปลี่ยนเงินบิตคอยน์ที่มีให้กลายเป็นเงิน Fiat (เงินบาท) แคมเปญนี้มุ่งหวังให้เกิดทางเลือกการชำระเงินสำหรับนักท่องเที่ยวอีกทางหนึ่ง 

 


future of blockchain

 

อนาคตของ Blockchain จะเป็นอย่างไร

ปี 2026 นี้ เทคโนโลยี Blockchain ยังคงเดินหน้าพัฒนาและเติบโตอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งยังส่งอิทธิพลต่อหลายภาคส่วน ไล่มาตั้งแต่กลุ่มโทเคนและการลงทุนสินทรัพย์ต่าง ๆ โดยจะเกิดการแปลงสินทรัพย์ต่าง ๆ มาอยู่ในรูปของโทเคนดิจิทัลบนเครือข่าย Blockchain และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ส่งผลให้เกิดสภาพคล่องและการเข้าถึงสินทรัพย์ได้มากขึ้น 

เช่นเดียวกัน แพลตฟอร์ม DeFi จะเติบโตขึ้นอย่างกว้างขวาง โดยจะเปิดให้บริการทั้งการยืม ให้ยืม และเทดสินทรัพย์แบบไร้ตัวกลาง ที่สำคัญ ผู้คนจะเข้าถึงแพลตฟอร์ม DeFi ได้มากขึ้น เพราะ Blockchain มี Smart Contracts ขั้นสูง ผนวกกับการปรับใช้ Layer 2 มากขึ้นนั้น ทำให้เครือข่าย Blockchain คล่องตัวมากขึ้น และช่วยลดค่าธรรมเนียม 

นอกจากนี้ กระแสของ AI หรือปัญญาประดิษฐ์ก็ยิ่งทำให้เทคโนโลยีดังกล่าวเดินหน้าขับเคลื่อนไปอย่างต่อเนื่อง กล่าวคือ เพราะทั้งสองนวัตกรรมจะช่วยให้เกิดเครือข่ายการทำงานแบบอัตโนมัติและเปี่ยมประสิทธิภาพ โดย Blockchain ชูจุดเด่นของการสร้างกรอบการทำงานแบบปลอดภัยและโปร่งใส เมื่อนำมาประยุกต์เข้ากับปัญญาประดิษฐ์แล้วนั้น จะข่วยตรวจสอบและคัดกรองคลังข้อมูลที่ป้อนเข้ามาได้ว่าน่าเชื่อถือและถูกต้องหรือไม่ แนวคิดดังกล่าวจะถูกนำไปปรับใช้กับกลุ่มธุรกิจที่ต้องรองรับข้อมูลมหาศาล ไม่ว่าจะเป็นด้านการเงิน การแพทย์และสุขภาพ รวมทั้งการจัดการโลจิสติกส์ 

เมื่อกล่าวถึงฝั่งโลจิสติกส์แล้ว Blockchain มีบทบาทสำคัญในธุรกิจนี้ โดยจะช่วยยกระดับการทำงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เพราะคุณสมบัติด้านการบันทึกรายการธุรกรรมหรือข้อมูลที่ไม่สามารถแก้ไขและดัดแปลงได้ ส่งผลให้เกิดความโปร่งใสในการตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูล ที่สำคัญ Blockchain ยังช่วยลดความเสี่ยงการปลอมแปลงสินค้า และเพิ่มความน่าเชื่อถือได้ จากการประยุกต์ใช้จุดเด่นของเทคโนโลยีเข้ามาใช้กับงานที่ต้องติดตามและตรวจสอบสินค้า

 


คำถามที่คนอยากรู้เกี่ยวกับ Blockchain

1. Blockchain ต่างจากฐานข้อมูลธรรมดายังไง?

Blockchain เป็นระบบกระจายศูนย์และไม่สามารถแก้ไขย้อนหลังได้ ต่างจากฐานข้อมูลแบบเดิมที่สามารถแก้ไขหรือควบคุมโดยศูนย์กลาง 

2. ใช้ Blockchain แล้วปลอดภัยจริงไหม?

ใช่ เพราะข้อมูลต้องผ่านการตรวจสอบจากทุกโหนดในเครือข่ายก่อนถูกบันทึก และไม่สามารถแก้ไขได้โดยลำพัง 

3. Blockchain ใช้กับธุรกิจอะไรได้บ้าง?

ได้ตั้งแต่การเงิน โลจิสติกส์ สุขภาพ ไปจนถึงการจัดเก็บข้อมูลกรรมสิทธิ์และการตรวจสอบสินค้าจริง 

4. ต้องมีความรู้ด้านโค้ดหรือไม่ถึงจะใช้ Blockchain?

ไม่จำเป็นสำหรับการใช้งานในระดับพื้นฐาน แต่ถ้าจะสร้างระบบ Blockchain เองอาจต้องความรู้ด้านโปรแกรมมิงและ Smart Contract 

5. Blockchain จะมาแทนระบบเดิมได้ไหม?

ในบางด้าน เช่น การโอนเงินหรือจัดเก็บข้อมูลแบบกระจายศูนย์ Blockchain มีศักยภาพสูง แต่การแทนที่ระบบเดิมจะต้องพิจารณาทั้งด้านกฎหมาย ความปลอดภัย และการยอมรับของผู้ใช้

 


Conclusion

ถึงตรงนี้ อาจได้เห็นแล้วว่า Blockchain ไม่เพียงเป็นเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับโลกการลงทุนสินทรัพย์ดิจิทัลเท่านั้น แต่ยังเชื่อมโยงกับกลุ่มธุรกิจและอุตสาหกรรมหลากหลาย ครอบคลุมทั้งกิจกรรมและการทำธุรกรรมทั้งในระดับบุคคลและองค์กร ด้วยคุณสมบัติเด่นที่เน้นเรื่องการตรวจสอบข้อมูลแบบ Peer-to-Peer แก้ไข ดัดแปลง หรือทำซ้ำข้อมูลไม่ได้ จึงทำให้การประยุกต์ใช้ Blockchain นั้น ช่วยสร้างคอมมูนิตี้ที่เต็มไปด้วยความโปร่งใส่และกระจายศูนย์อีกทางหนึ่ง 

 

 


คำเตือน

*คริปโทเคอร์เรนซีและโทเคนดิจิทัลมีความเสี่ยงสูง ท่านอาจสูญเสียเงินลงทุนได้ทั้งจำนวน โปรดศึกษาและลงทุนให้เหมาะสมกับระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ 
**บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อการศึกษาเท่านั้น ไม่ได้มีวัตถุประสงค์ในการให้คำแนะนำทางการเงินแต่อย่างใด

 


อ้างอิง

Subscribe by email

ทำความเข้าใจ Blockchain ฉบับปี 2026 ใช้งานได้จริง มือใหม่ก็เข้าใจ
Blockchain คือ

ทำความเข้าใจ Blockchain ฉบับปี 2026 ใช้งานได้จริง มือใหม่ก็เข้าใจ

16 ก.พ. 2026, 14:30:00 2 min read
เทรดรับโชคช่วงตรุษจีน รางวัลสูงสุด 20 USDT ต่อคน

เทรดรับโชคช่วงตรุษจีน รางวัลสูงสุด 20 USDT ต่อคน

12 ก.พ. 2026, 16:18:48 1 min read
เวียดนามเตรียมเก็บภาษีซื้อขายคริปโต 0.1%

เวียดนามเตรียมเก็บภาษีซื้อขายคริปโต 0.1%

11 ก.พ. 2026, 17:50:48 2 min read
เจาะลึก Uniswap แพลตฟอร์ม DeFi สุดฮิตในปี 2026
uniswap คือ

เจาะลึก Uniswap แพลตฟอร์ม DeFi สุดฮิตในปี 2026

5 ก.พ. 2026, 14:00:00 2 min read
Trump เสนอชื่อ Kevin Warsh เป็นประธาน Fed คนใหม่

Trump เสนอชื่อ Kevin Warsh เป็นประธาน Fed คนใหม่

4 ก.พ. 2026, 16:08:34 2 min read
XRP คืออะไร? เหรียญที่เน้นการโอนเงินข้ามพรมแดน
xrp คืออะไร

XRP คืออะไร? เหรียญที่เน้นการโอนเงินข้ามพรมแดน

30 ม.ค. 2026, 15:30:00 2 min read
Bitcoin 101: คู่มือที่ควรอ่านก่อนลงทุนในปี 2026
Bitcoin คืออะไร

Bitcoin 101: คู่มือที่ควรอ่านก่อนลงทุนในปี 2026

30 ม.ค. 2026, 15:15:00 2 min read
เหรียญคริปโตที่น่าลงทุนระยะยาวในปี 2026: แนวทางเลือกและสินทรัพย์ที่ควรติดตาม
เหรียญคริปโตที่น่าลงทุนระยะยาว

เหรียญคริปโตที่น่าลงทุนระยะยาวในปี 2026: แนวทางเลือกและสินทรัพย์ที่ควรติดตาม

30 ม.ค. 2026, 14:30:00 2 min read
เจาะลึก ApeCoin (APE): เหรียญขวัญใจสาย NFT กับก้าวสำคัญสู่ ApeChain และอนาคตปี 2026
APE Coin

เจาะลึก ApeCoin (APE): เหรียญขวัญใจสาย NFT กับก้าวสำคัญสู่ ApeChain และอนาคตปี 2026

30 ม.ค. 2026, 13:45:00 3 min read
Polygon (MATIC) โซลูชันตัวเก็งจาก Ethereum อัพเดตปี 2026
polygon คือ

Polygon (MATIC) โซลูชันตัวเก็งจาก Ethereum อัพเดตปี 2026

30 ม.ค. 2026, 13:30:00 2 min read