รู้หรือไม่? กฎของ “อุปทาน” (Supply) ไม่ได้มีผลแค่กับสินค้าในชีวิตประจำวันอย่าง ข้าวสาร น้ำมัน เท่านั้น แต่อุปทานยังเป็นหัวใจหลักที่คอยกำหนดราคาของสินทรัพย์ดิจิตอลด้วยเช่นกัน บทความนี้จะพานักลงทุนเข้าใจแนวคิดพื้นฐานเกี่ยวกับอุปทาน และไขข้อสงสัยว่าทำไมอุปทานจึงกลายเป็นกุญแจสำคัญในการวิเคราะห์แนวโน้มราคาในอนาคต
แต่ก่อนที่จะไปทำความเข้าใจว่า “อุปทาน” เกี่ยวข้องอย่างไรกับโลกของคริปโตเคอร์เรนซี มาดูกันก่อนว่าแท้จริงนั้น “อุปทาน” หมายความว่าอย่างไร
“อุปทาน” (Supply) คือ จำนวนของสินค้าหรือบริการที่ผู้ผลิตพร้อมเสนอขายสู่ตลาดในราคาที่กำหนด มาจากแนวคิดพื้นฐานในเศรษฐศาสตร์ที่แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ของปริมาณสินค้าและราคาที่ เชื่อมโยงกันเพื่อสร้างสมดุลในตลาด ยกตัวอย่างง่าย ๆ เช่น ถ้าราคาของกาแฟสูง บริษัทก็ยินดีที่จะผลิตกาแฟมาขายมากขึ้นเพราะต้องการทำกำไร แต่หากราคาของกาแฟถูกลง บริษัทจะผลิตกาแฟมาขายน้อยลง เพราะได้ผลกำไรน้อยนั่นเอง
“อุปทาน” (Supply) และ “อุปสงค์” (Demand) มีแนวคิดและความหมายที่แตกต่างอย่างชัดเจน
และเมื่อราคาของ Supply และ Demand ตรงกัน จะเกิด “ราคาสมดุล” (Equilibrium Price) ซึ่งเป็นจุดที่ปริมาณของผู้บริโภคต้องการซื้อเท่ากับปริมาณของผู้ผลิตที่ต้องการขาย ทำให้เกิดสมดุลในตลาดที่ทั้งผู้บริโภคและผู้ผลิตยอมรับได้
ราคาคือสิ่งที่สำคัญที่สุดต่ออุปทาน โดยปกติแล้วเมื่อราคาของสินค้าหรือบริการสูงขึ้น อุปทานของสินค้าจะเพิ่มขึ้น และในทางกลับกัน หากราคาสินค้าลดลง อุปทานก็จะลดลงตามกันไป เนื่องจากผู้ผลิตรู้สึกไม่คุ้มค่าต่อการลงทุนและลดจำนวนการผลิตลงในท้ายที่สุด
เมื่อต้นทุนการผลิตของสินค้าและบริการ เช่น เช่น วัตถุดิบ วัสดุ บรรจุภัณฑ์ ค่าแรงพนักงาน สูงเกินไป บริษัทอาจจะต้องมีการปรับราคาสินค้าในตลาดให้สูงขึ้นตาม และหากตลาดสามารถรับราคาที่สูงขึ้นได้ อุปทานในตลาดก็จะเพิ่มขึ้น แต่ถ้าตลาดไม่สามารถยอมรับราคาที่สูงได้ อุปทานในตลาดจะลดลง
ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีสามารถเปลี่ยนแปลงระดับของ Supply ได้ เมื่อผู้ผลิตหรือบริษัทมีการใช้เทคโนโลยีใหม่ ๆ ก็สามารถที่จะเพิ่มประสิทธิภาพของสินค้าและลดต้นทุนการผลิตได้ ด้วยเหตุนี้ ผู้ผลิตจึงสามารถผลิตสินค้าได้มากขึ้น และอุปทานก็เพิ่มในตลาดก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน
นโยบายของภาครัฐ เช่น ภาษี เงินสนับสนุน และกฎระเบียบต่าง ๆ มีผลอย่างมากต่ออุปทาน ยกตัวอย่าง เมื่อรัฐบาลมีการเก็บภาษีการผลิตมากขึ้น ส่งผลให้ต้นทุนสูงขึ้นและอุปทานลดลงในที่สุด หรือหากรัฐบาลมีการออกนโนบายให้เงินสนับสนุนแก่บริษัท ก็สามารถลดต้นทุนการผลิตและเป็นแรงกระตุ้นให้เพิ่มจำนวนสินค้าในการผลิต ทำให้อุปทานเพิ่มขึ้น
หากมีการเกิดเหตุการณ์ภัยธรรมชาติหรือเหตุการณ์ฉุกเฉินที่ไม่สามารถควบคุมได้ เช่น น้ำท่วม แผ่นดินไหว โรคระบาด หรือความขัดแย้งทางการเมือง สามารถทำให้การผลิตเกิดการหยุดชะงักหรือปิดตัวลงได้ โดยตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ การระบาดของโควิด-19 ที่ส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานไปทั่วโลก
กฎของอุปทานคือการโต้ตอบของผู้ผลิตเมื่อราคาของสินค้าเกิดการเปลี่ยนแปลง โดยกฎระบุไว้ว่า
“เมื่อราคาของสินค้าสูงขึ้น อุปทานก็จะสูงขึ้น เพราะผู้ผลิตมีแรงกระตุ้นในการผลิตสินค้าเพื่อผลกำไร จึงมีแนวโน้มที่จะผลิตสินค้าออกสู่ตลาดมากขึ้น” ในทางกลับกัน “เมื่อราคาของสินค้าลดลง กำไรที่ผู้ผลิตจะได้รับก็ลงตามไปด้วย ส่งผลให้อุปทานในการผลิตน้อยลง”
อุปทานสามารถพบเห็นได้หลายแบบในชีวิตประจำวันของเรา เช่น
หลังจากเข้าใจ "กฎของอุปทาน (Law of Supply)" ซึ่งระบุว่าเมื่อราคาสินค้าสูงขึ้น ผู้ผลิตย่อมมีแนวโน้มเพิ่มการผลิตเพื่อทำกำไร และเมื่อราคาต่ำลงก็จะลดปริมาณการผลิตลง ต่อไปเราจะมาทำความเข้าใจ "การเปลี่ยนแปลงของอุปทาน" ซึ่งเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ตลอดเวลา โดยมีปัจจัยหลายอย่างที่ส่งผลให้ปริมาณอุปทานในตลาดเพิ่มขึ้นหรือลดลง ซึ่งการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้สามารถส่งผลโดยตรงต่อราคาในตลาด ทั้งในระบบเศรษฐกิจทั่วไปและในตลาดคริปโตเคอร์เรนซี
เมื่ออุปทานเพิ่มขึ้น หมายความว่าสินค้าหรือเหรียญดิจิทัลมีจำนวนมากขึ้นในตลาด ซึ่งมักเกิดจากต้นทุนการผลิตที่ลดลง เช่น เทคโนโลยีการผลิตที่พัฒนา ทำให้สามารถผลิตได้มากขึ้นโดยใช้ต้นทุนน้อยลง ในโลกของคริปโต เหรียญใหม่อาจถูกเพิ่มเข้าสู่ระบบจากการ Mint, ปลดล็อกตามแผน Tokenomics หรือรางวัลที่จูงใจให้ผู้ใช้งานทำการ Staking หรือขุดเหรียญเพิ่ม เหตุการณ์เหล่านี้ทำให้มีจำนวนเหรียญในระบบหมุนเวียนเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด หากความต้องการไม่เพิ่มตาม ราคาก็จะถูกกดดันให้ลดลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ในทางกลับกัน อุปทานที่ลดลงหมายถึงจำนวนสินค้าหรือเหรียญที่พร้อมขายในตลาดมีจำนวนน้อยลง ซึ่งสามารถเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ เช่น การ Burn เหรียญที่ทำให้เหรียญบางส่วนหายไปจากระบบถาวร การถึงเพดานสูงสุดของเหรียญ เช่น Bitcoin ที่ถูกออกแบบให้มีสูงสุดแค่ 21 ล้านเหรียญ ทำให้ไม่สามารถสร้างใหม่ได้อีก นอกจากนี้ ยังรวมถึงการล็อกเหรียญในกระบวนการ Staking หรือการลดรางวัลการขุด (อย่างเช่น Bitcoin Halving) ซึ่งทำให้อัตราการผลิตเหรียญใหม่ลดลง เมื่อเหรียญในตลาดมีน้อยลงแต่ความต้องการยังมีอยู่หรือเพิ่มขึ้น ราคาก็จะมีแนวโน้มพุ่งสูงขึ้นได้อย่างชัดเจน
โลกในยุคเศรษฐกิจดิจิทัลไม่เพียงแต่เปลี่ยนวิธีการซื้อขายเท่านั้น แต่ยังเปลี่ยนวิธีที่เรามอง "อุปทาน" ด้วย เพราะในยุคที่ข้อมูลและเทคโนโลยีเป็นแกนกลางของระบบเศรษฐกิจ สินค้าและบริการหลายประเภทไม่ได้มีข้อจำกัดแบบเดิมอีกต่อไป ความเข้าใจอุปทานในมุมมองใหม่จึงช่วยให้เราประเมินคุณค่าของสินทรัพย์ยุคดิจิทัลได้แม่นยำยิ่งขึ้น
ในระบบเศรษฐกิจดิจิทัล สินค้าและบริการจำนวนมากสามารถผลิตซ้ำได้โดยไม่มีต้นทุนต่อหน่วยเพิ่มขึ้น เช่น คอร์สออนไลน์ เพลง เกม หรือแอปพลิเคชันต่าง ๆ สิ่งเหล่านี้สามารถส่งมอบให้กับผู้ใช้งานได้ไม่จำกัดจำนวนโดยไม่ต้องผลิตใหม่ทุกครั้ง ส่งผลให้เกิดอุปทานที่ "ไร้ขีดจำกัด" ซึ่งเปลี่ยนแนวคิดเรื่องความขาดแคลนแบบเดิมให้กลายเป็นเรื่องของคุณค่าและประสบการณ์มากกว่า
ตลาดออนไลน์เปิดโอกาสให้ผู้ขายจากทั่วโลกสามารถนำเสนอสินค้าและบริการได้ทันทีตลอด 24 ชั่วโมง ระบบโลจิสติกส์ที่มีประสิทธิภาพ การจัดการสต๊อกด้วย AI และระบบคลังสินค้าช่วยให้สามารถรองรับความต้องการได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งหมายความว่าอุปทานสามารถปรับตามอุปสงค์ได้แทบจะทันที โดยไม่จำเป็นต้องลงทุนเพิ่มขึ้นมากนัก ความเร็วและความยืดหยุ่นนี้ทำให้ตลาดออนไลน์กลายเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการจัดการอุปทานในยุคใหม่
อุปทานของเหรียญคริปโตไม่ได้เกิดจากโรงงานหรือสายการผลิต แต่เกิดจาก "โค้ด" และการออกแบบระบบเศรษฐกิจของโปรเจกต์นั้น ๆ เช่น Bitcoin มีจำนวนจำกัดเพียง 21 ล้านเหรียญ ซึ่งทำให้เกิดความขาดแคลนโดยธรรมชาติ ขณะที่บางเหรียญสามารถเพิ่มหรือลดอุปทานได้ผ่านระบบ Smart Contract เช่น การ Mint เหรียญใหม่เมื่อระบบต้องการ หรือการ Burn เหรียญบางส่วนเพื่อลดอุปทานในตลาด การที่นักลงทุนเข้าใจกลไกอุปทานในแต่ละเหรียญ จึงมีผลต่อการประเมินศักยภาพในการเติบโตและความมั่นคงของราคาในระยะยาว
ทำความรู้จักกับ Supply ในชีวิตประจำวันกันไปแล้ว ก็ถึงเวลาที่จะเจาะลึกไปกับอุปทานในโลกคริปโตเคอร์เรนซีกันบ้าง ว่ามีความสำคัญอย่างไรกับการลงทุน โดยมาเริ่มที่ความหมายกันเลย
เมื่อพูดถึงอุปทานในโลกของคริปโตเคอร์เรนซีนั้น “อุปทาน” หมายถึง จำนวนเหรียญหรือโทเคนที่ผู้ผลิตสร้างขึ้นเพื่อใช้ในเครือข่าย
แต่ Supply ในเหรียญคริปโตนั้นจะถูกกำหนดไว้ล่วงหน้าและไม่ถูกควบคุมโดยองค์กรใดองค์กรนึง เช่น เหรียญ XRP มี Total Supply อยู่ที่ 100 พันล้านโทเคน จึงทำให้นักเทรดสามารถเห็นและคำนวณอุปทานของเหรียญคริปโตได้อย่างโปร่งใส่ ซึ่งเป็นตัวแปรสำคัญในการตัดสินใจลงทุน
จำนวนเหรียญหรือโทเคนปัจจุบันที่มีอยู่ในระบบทั้งหมด โดยไม่รวมเหรียญที่ถูกสร้างขึ้นในอนาคต หรือ เหรียญที่ถูกเผาไปแล้ว (Token Burning)
จำนวนเหรียญหรือโทเคนที่กำลังถูกซื้อขายหมุนเวียนอยู่ในตลาด โดยมูลค่ามักมีความผันผวนสามารถขึ้นหรือลงได้ตามช่วงเวลา ซึ่งจะไม่นับรวมเหรียญที่ถูกล็อค สำรอง หรือ ขุดเหรียญ (Mining) อีกทั้งอุปทานหมุนเวียนสามารถสะท้อนมูลค่าตลาด (Market Cap) ของเหรียญที่ถูกใช้อย่างแพร่หลายได้อีกด้วย
จำนวนเหรียญหรือโทเคนทั้งหมดที่จะมีอยู่ตลอดการใช้งานของสกุลเงินดิจิตอลนั้น ๆ และจะไม่มีการถูกสร้างขึ้นใหม่เพิ่มเติมในอนาคตอีก
อุปทานถือเป็นหนึ่งในตัวแปรหลักของกลไกราคา เพราะราคาคือผลลัพธ์ของการพบกันระหว่างอุปสงค์ (Demand) และอุปทาน (Supply) หากอุปทานของเหรียญหนึ่งมีจำนวนมากขึ้น แต่ความต้องการเท่าเดิม ราคาก็จะลดลงโดยธรรมชาติ ในทางตรงกันข้าม ถ้าเหรียญมีจำนวนจำกัดและเป็นที่ต้องการสูง ราคาย่อมมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
Bitcoin ถูกออกแบบให้มีอุปทานจำกัดที่ 21 ล้านเหรียญเท่านั้น และทุก ๆ 4 ปีจะมีเหตุการณ์ที่เรียกว่า "Halving" ซึ่งจะลดรางวัลการขุดลงครึ่งหนึ่ง ทำให้เหรียญใหม่เข้าสู่ระบบน้อยลง เมื่อรวมกับความนิยมที่เพิ่มขึ้นทั่วโลก ทำให้ราคาของ Bitcoin มีแนวโน้มสูงขึ้นเรื่อย ๆ ในระยะยาว
หลังจาก Ethereum เปลี่ยนระบบเป็น Proof of Stake และนำกลไก EIP-1559 มาใช้ ค่าธรรมเนียมส่วนหนึ่งจากทุกธุรกรรมจะถูกเผาทิ้ง ส่งผลให้ ETH กลายเป็นสินทรัพย์ที่มีลักษณะ Deflationary ในบางช่วงเวลา กล่าวคือ มีเหรียญหายไปจากระบบมากกว่าที่ถูกผลิตใหม่ ซึ่งช่วยลดอุปทานและส่งผลให้ราคามีแนวโน้มปรับตัวขึ้น โดยเฉพาะในช่วงที่มีปริมาณการใช้งานบนเครือข่ายสูง
Supply ในคริปโตใช้หลักการเดียวกับเศรษฐศาสตร์พื้นฐาน ฉะนั้น อุปทานจึงมีส่วนสำคัญในการส่งผลกระทบต่อราคาเหรียญ เพราะเป็นตัวกำหนดความมีอยู่หรือความขาดแคลนของสกุลเงินดิจิทัลนั้น ๆ หากความต้องการเพิ่มขึ้น แต่เหรียญมีจำกัด ราคาของเหรียญจะสูงขึ้นจากความขาดแคลน ในทางกลับกันหากอุปทานของเหรียญในตลาดมีมากเกินไป แต่นักเทรดไม่ต้องการ ราคาของเหรียญก็จะลดลง
การลงทุนในเหรียญที่มี Supply ไม่จำกัด เช่น Ethereum และ Dogecoin เทรดเดอร์ควรพิจารณาปัจจัยอื่นควบคู่กันไป ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยีที่ใช้ ประโยชน์การใช้งานจริง และความแข็งแกร่งของคอมมูนิตี้ เนื่องจากการมีอุปทานแบบไม่จำกัดไม่ได้หมายความว่าเหรียญนั้น ไม่น่าลงทุน เพียงแต่อาจส่งผลต่อการเพิ่มมูลค่าในระยะยาว
อุปทานหมุนเวียน (Circulating Supply) และ มูลค่าตลาด (Market Cap) มีความเชื่อมโยงกันเพราะ Circulating Supply ช่วยสะท้อนจำนวนเหรียญที่ถูกหมุนเวียนในตลาดสาธารณะ จึงทำให้ Market Cap ที่ได้มีความสมจริงมากกว่าการใช้ Total Supply เนื่องจากเหรียญท่ีถูกล็อกหรือสำรองไว้ ไม่สามารถทำการซื้อขายในตลาดได้ จึงไม่ถูกนับรวม
โดยมีวิธีการคำนวน คือ Market Cap = ราคาเหรียญ x Circulating Supply
“อุปทาน” (Supply) คือ แนวคิดพื้นฐานทางเศรษฐศาสตร์ที่ไม่ได้มีบทบาทแค่กับสินทรัพย์ทั่วไปในโลกจริง แต่ยังเป็นกุญแจสำคัญในการช่วยวิเคราะห์โลกของสกุลเงินดิจิทัลด้วย ดังนั้น ความเข้าใจเกี่ยวกับ Supply ทั้งประเภท และความสัมพันธ์ของอุปทานกับราคา จะสามารถช่วยให้นักลงทุนตัดสินใจได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น อีกทั้งนักเทรดควรวิเคราะห์อุปทานควบคู่กับปัจจัยอื่น ๆ เพื่อที่จะสามารถเข้าใจกลไลตลาดได้อย่างครอบคลุม ซึ่งจะเป็นการลดความเสี่ยงในการลงทุนและสร้างโอกาสในการทำกำไรได้
คำเตือน
*คริปโทเคอร์เรนซีและโทเคนดิจิทัลมีความเสี่ยงสูง ท่านอาจสูญเสียเงินลงทุนได้ทั้งจำนวน โปรดศึกษาและลงทุนให้เหมาะสมกับระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้
**บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อการศึกษาเท่านั้น ไม่ได้มีวัตถุประสงค์ในการให้คำแนะนำทางการเงินแต่อย่างใด
อ้างอิง