Share this
เหรียญจะพุ่งหรือลง? รู้ทัน Supply ก่อนตัดสินใจเทรด
รู้หรือไม่? กฎของ “อุปทาน” (Supply) ไม่ได้มีผลแค่กับสินค้าในชีวิตประจำวันอย่าง ข้าวสาร น้ำมัน เท่านั้น แต่อุปทานยังเป็นหัวใจหลักที่คอยกำหนดราคาของสินทรัพย์ดิจิตอลด้วยเช่นกัน บทความนี้จะพานักลงทุนเข้าใจแนวคิดพื้นฐานเกี่ยวกับอุปทาน และไขข้อสงสัยว่าทำไมอุปทานจึงกลายเป็นกุญแจสำคัญในการวิเคราะห์แนวโน้มราคาในอนาคต
อุปทาน คืออะไร?
แต่ก่อนที่จะไปทำความเข้าใจว่า “อุปทาน” เกี่ยวข้องอย่างไรกับโลกของคริปโตเคอร์เรนซี มาดูกันก่อนว่าแท้จริงนั้น “อุปทาน” หมายความว่าอย่างไร
“อุปทาน” (Supply) คือ จำนวนของสินค้าหรือบริการที่ผู้ผลิตพร้อมเสนอขายสู่ตลาดในราคาที่กำหนด มาจากแนวคิดพื้นฐานในเศรษฐศาสตร์ที่แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ของปริมาณสินค้าและราคาที่ เชื่อมโยงกันเพื่อสร้างสมดุลในตลาด ยกตัวอย่างง่าย ๆ เช่น ถ้าราคาของกาแฟสูง บริษัทก็ยินดีที่จะผลิตกาแฟมาขายมากขึ้นเพราะต้องการทำกำไร แต่หากราคาของกาแฟถูกลง บริษัทจะผลิตกาแฟมาขายน้อยลง เพราะได้ผลกำไรน้อยนั่นเอง
อุปทาน กับ อุปสงค์ ต่างกันอย่างไร
“อุปทาน” (Supply) และ “อุปสงค์” (Demand) มีแนวคิดและความหมายที่แตกต่างอย่างชัดเจน
- อุปทาน คือ มุมมองจากผู้ผลิต ที่แสดงถึงจำนวนสินค้าหรือบริการที่ผู้ผลิตต้องการขาย ถูกกระตุ้นด้วยกำไรและต้นทุน มีหลักการคือ “เมื่อราคาสินค้าสูงขึ้น อุปทานก็จะมากขึ้น” เพราะผู้ผลิตมีแรงจูงใจที่จะผลิตสินค้าออกสู่ตลาด เพื่อทำกำไรจากการขายในราคาที่สูงขึ้น
- อุปสงค์ คือ มุมมองจากผู้บริโภค ที่แสดงถึงจำนวนสินค้าหรือบริการที่ผู้บริโภคต้องการซื้อ ถูกกระตุ้นด้วยความพึงพอใจและประโยชน์ที่ได้รับจากสินค้า มีหลักการคือ “เมื่อราคาสินค้าสูงขึ้น อุปสงค์จะลดลง” เพราะผู้บริโภคมองว่ามีราคาแพงเกินไป และอาจไม่คุ้มค่ากับการซื้อ อีกทั้งยังสามารถหาสินค้าอื่นที่ราคาถูกกว่าทดแทนได้
และเมื่อราคาของ Supply และ Demand ตรงกัน จะเกิด “ราคาสมดุล” (Equilibrium Price) ซึ่งเป็นจุดที่ปริมาณของผู้บริโภคต้องการซื้อเท่ากับปริมาณของผู้ผลิตที่ต้องการขาย ทำให้เกิดสมดุลในตลาดที่ทั้งผู้บริโภคและผู้ผลิตยอมรับได้
ปัจจัยที่มีผลต่ออุปทาน
1. ราคา
ราคาคือสิ่งที่สำคัญที่สุดต่ออุปทาน โดยปกติแล้วเมื่อราคาของสินค้าหรือบริการสูงขึ้น อุปทานของสินค้าจะเพิ่มขึ้น และในทางกลับกัน หากราคาสินค้าลดลง อุปทานก็จะลดลงตามกันไป เนื่องจากผู้ผลิตรู้สึกไม่คุ้มค่าต่อการลงทุนและลดจำนวนการผลิตลงในท้ายที่สุด
2. ต้นทุนการผลิต
เมื่อต้นทุนการผลิตของสินค้าและบริการ เช่น เช่น วัตถุดิบ วัสดุ บรรจุภัณฑ์ ค่าแรงพนักงาน สูงเกินไป บริษัทอาจจะต้องมีการปรับราคาสินค้าในตลาดให้สูงขึ้นตาม และหากตลาดสามารถรับราคาที่สูงขึ้นได้ อุปทานในตลาดก็จะเพิ่มขึ้น แต่ถ้าตลาดไม่สามารถยอมรับราคาที่สูงได้ อุปทานในตลาดจะลดลง
3. เทคโนโลยี
ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีสามารถเปลี่ยนแปลงระดับของ Supply ได้ เมื่อผู้ผลิตหรือบริษัทมีการใช้เทคโนโลยีใหม่ ๆ ก็สามารถที่จะเพิ่มประสิทธิภาพของสินค้าและลดต้นทุนการผลิตได้ ด้วยเหตุนี้ ผู้ผลิตจึงสามารถผลิตสินค้าได้มากขึ้น และอุปทานก็เพิ่มในตลาดก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน
4. ภาษีและนโยบายรัฐ
นโยบายของภาครัฐ เช่น ภาษี เงินสนับสนุน และกฎระเบียบต่าง ๆ มีผลอย่างมากต่ออุปทาน ยกตัวอย่าง เมื่อรัฐบาลมีการเก็บภาษีการผลิตมากขึ้น ส่งผลให้ต้นทุนสูงขึ้นและอุปทานลดลงในที่สุด หรือหากรัฐบาลมีการออกนโนบายให้เงินสนับสนุนแก่บริษัท ก็สามารถลดต้นทุนการผลิตและเป็นแรงกระตุ้นให้เพิ่มจำนวนสินค้าในการผลิต ทำให้อุปทานเพิ่มขึ้น
5. ภัยธรรมชาติหรือเหตุการณ์ฉุกเฉิน
หากมีการเกิดเหตุการณ์ภัยธรรมชาติหรือเหตุการณ์ฉุกเฉินที่ไม่สามารถควบคุมได้ เช่น น้ำท่วม แผ่นดินไหว โรคระบาด หรือความขัดแย้งทางการเมือง สามารถทำให้การผลิตเกิดการหยุดชะงักหรือปิดตัวลงได้ โดยตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ การระบาดของโควิด-19 ที่ส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานไปทั่วโลก
กฎของอุปทาน (Law of Supply)
กฎของอุปทานคือการโต้ตอบของผู้ผลิตเมื่อราคาของสินค้าเกิดการเปลี่ยนแปลง โดยกฎระบุไว้ว่า
“เมื่อราคาของสินค้าสูงขึ้น อุปทานก็จะสูงขึ้น เพราะผู้ผลิตมีแรงกระตุ้นในการผลิตสินค้าเพื่อผลกำไร จึงมีแนวโน้มที่จะผลิตสินค้าออกสู่ตลาดมากขึ้น” ในทางกลับกัน “เมื่อราคาของสินค้าลดลง กำไรที่ผู้ผลิตจะได้รับก็ลงตามไปด้วย ส่งผลให้อุปทานในการผลิตน้อยลง”
ตัวอย่างของอุปทานในชีวิตจริง
อุปทานสามารถพบเห็นได้หลายแบบในชีวิตประจำวันของเรา เช่น
- มัทฉะ: ปัจจุบันคนหันมานิยมดื่มมัทฉะมากขึ้น และมีราคาต่อแก้วสูง ทำให้ฟาร์มชาหรือโรงงานต่าง ๆ เพิ่มการผลิตใบชา จึงเป็นอุปทานที่มากขึ้น เพื่อให้รับมือได้ทันต่อความต้องการในตลาด
- กระเป๋า: เมื่อแบรนด์ผลิตกระเป๋ารุ่นหนึ่งที่ได้รับความนิยมมาก ราคาขายในตลาดพุ่งสูงขึ้น เจ้าของแบรนด์จะต้องตัดสินใจเพิ่มอุปทาน เพื่อรองรับกระแสความต้องการและสร้างรายได้เพิ่ม
- สมาร์ทโฟน: ในทุกปีบริษัทจะมีการออกสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่สู่ท้องตลาดพร้อมกับการเพิ่มราคา จึงทำให้อุปทานในตลาดเพิ่มขึ้น เนื่องจากบริษัทต้องการผลิตสินค้าในจำนวนที่มากขึ้น เพื่อทำกำไรจากราคาที่สูงขึ้น
การเปลี่ยนแปลงของอุปทาน (Increase / Decrease in Supply)
หลังจากเข้าใจ "กฎของอุปทาน (Law of Supply)" ซึ่งระบุว่าเมื่อราคาสินค้าสูงขึ้น ผู้ผลิตย่อมมีแนวโน้มเพิ่มการผลิตเพื่อทำกำไร และเมื่อราคาต่ำลงก็จะลดปริมาณการผลิตลง ต่อไปเราจะมาทำความเข้าใจ "การเปลี่ยนแปลงของอุปทาน" ซึ่งเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ตลอดเวลา โดยมีปัจจัยหลายอย่างที่ส่งผลให้ปริมาณอุปทานในตลาดเพิ่มขึ้นหรือลดลง ซึ่งการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้สามารถส่งผลโดยตรงต่อราคาในตลาด ทั้งในระบบเศรษฐกิจทั่วไปและในตลาดคริปโตเคอร์เรนซี
-
อุปทานเพิ่มขึ้นเกิดจากอะไร
เมื่ออุปทานเพิ่มขึ้น หมายความว่าสินค้าหรือเหรียญดิจิทัลมีจำนวนมากขึ้นในตลาด ซึ่งมักเกิดจากต้นทุนการผลิตที่ลดลง เช่น เทคโนโลยีการผลิตที่พัฒนา ทำให้สามารถผลิตได้มากขึ้นโดยใช้ต้นทุนน้อยลง ในโลกของคริปโต เหรียญใหม่อาจถูกเพิ่มเข้าสู่ระบบจากการ Mint, ปลดล็อกตามแผน Tokenomics หรือรางวัลที่จูงใจให้ผู้ใช้งานทำการ Staking หรือขุดเหรียญเพิ่ม เหตุการณ์เหล่านี้ทำให้มีจำนวนเหรียญในระบบหมุนเวียนเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด หากความต้องการไม่เพิ่มตาม ราคาก็จะถูกกดดันให้ลดลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
-
อุปทานลดลงเกิดจากอะไร
ในทางกลับกัน อุปทานที่ลดลงหมายถึงจำนวนสินค้าหรือเหรียญที่พร้อมขายในตลาดมีจำนวนน้อยลง ซึ่งสามารถเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ เช่น การ Burn เหรียญที่ทำให้เหรียญบางส่วนหายไปจากระบบถาวร การถึงเพดานสูงสุดของเหรียญ เช่น Bitcoin ที่ถูกออกแบบให้มีสูงสุดแค่ 21 ล้านเหรียญ ทำให้ไม่สามารถสร้างใหม่ได้อีก นอกจากนี้ ยังรวมถึงการล็อกเหรียญในกระบวนการ Staking หรือการลดรางวัลการขุด (อย่างเช่น Bitcoin Halving) ซึ่งทำให้อัตราการผลิตเหรียญใหม่ลดลง เมื่อเหรียญในตลาดมีน้อยลงแต่ความต้องการยังมีอยู่หรือเพิ่มขึ้น ราคาก็จะมีแนวโน้มพุ่งสูงขึ้นได้อย่างชัดเจน
อุปทานในมุมมองเศรษฐกิจยุคใหม่
โลกในยุคเศรษฐกิจดิจิทัลไม่เพียงแต่เปลี่ยนวิธีการซื้อขายเท่านั้น แต่ยังเปลี่ยนวิธีที่เรามอง "อุปทาน" ด้วย เพราะในยุคที่ข้อมูลและเทคโนโลยีเป็นแกนกลางของระบบเศรษฐกิจ สินค้าและบริการหลายประเภทไม่ได้มีข้อจำกัดแบบเดิมอีกต่อไป ความเข้าใจอุปทานในมุมมองใหม่จึงช่วยให้เราประเมินคุณค่าของสินทรัพย์ยุคดิจิทัลได้แม่นยำยิ่งขึ้น
1. อุปทานในระบบเศรษฐกิจดิจิทัล
ในระบบเศรษฐกิจดิจิทัล สินค้าและบริการจำนวนมากสามารถผลิตซ้ำได้โดยไม่มีต้นทุนต่อหน่วยเพิ่มขึ้น เช่น คอร์สออนไลน์ เพลง เกม หรือแอปพลิเคชันต่าง ๆ สิ่งเหล่านี้สามารถส่งมอบให้กับผู้ใช้งานได้ไม่จำกัดจำนวนโดยไม่ต้องผลิตใหม่ทุกครั้ง ส่งผลให้เกิดอุปทานที่ "ไร้ขีดจำกัด" ซึ่งเปลี่ยนแนวคิดเรื่องความขาดแคลนแบบเดิมให้กลายเป็นเรื่องของคุณค่าและประสบการณ์มากกว่า
2. อุปทานในตลาดออนไลน์
ตลาดออนไลน์เปิดโอกาสให้ผู้ขายจากทั่วโลกสามารถนำเสนอสินค้าและบริการได้ทันทีตลอด 24 ชั่วโมง ระบบโลจิสติกส์ที่มีประสิทธิภาพ การจัดการสต๊อกด้วย AI และระบบคลังสินค้าช่วยให้สามารถรองรับความต้องการได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งหมายความว่าอุปทานสามารถปรับตามอุปสงค์ได้แทบจะทันที โดยไม่จำเป็นต้องลงทุนเพิ่มขึ้นมากนัก ความเร็วและความยืดหยุ่นนี้ทำให้ตลาดออนไลน์กลายเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการจัดการอุปทานในยุคใหม่
3. อุปทานในตลาดคริปโต / สินทรัพย์ดิจิทัล
อุปทานของเหรียญคริปโตไม่ได้เกิดจากโรงงานหรือสายการผลิต แต่เกิดจาก "โค้ด" และการออกแบบระบบเศรษฐกิจของโปรเจกต์นั้น ๆ เช่น Bitcoin มีจำนวนจำกัดเพียง 21 ล้านเหรียญ ซึ่งทำให้เกิดความขาดแคลนโดยธรรมชาติ ขณะที่บางเหรียญสามารถเพิ่มหรือลดอุปทานได้ผ่านระบบ Smart Contract เช่น การ Mint เหรียญใหม่เมื่อระบบต้องการ หรือการ Burn เหรียญบางส่วนเพื่อลดอุปทานในตลาด การที่นักลงทุนเข้าใจกลไกอุปทานในแต่ละเหรียญ จึงมีผลต่อการประเมินศักยภาพในการเติบโตและความมั่นคงของราคาในระยะยาว
อุปทาน คืออะไรในโลกคริปโต
ทำความรู้จักกับ Supply ในชีวิตประจำวันกันไปแล้ว ก็ถึงเวลาที่จะเจาะลึกไปกับอุปทานในโลกคริปโตเคอร์เรนซีกันบ้าง ว่ามีความสำคัญอย่างไรกับการลงทุน โดยมาเริ่มที่ความหมายกันเลย
เมื่อพูดถึงอุปทานในโลกของคริปโตเคอร์เรนซีนั้น “อุปทาน” หมายถึง จำนวนเหรียญหรือโทเคนที่ผู้ผลิตสร้างขึ้นเพื่อใช้ในเครือข่าย
แต่ Supply ในเหรียญคริปโตนั้นจะถูกกำหนดไว้ล่วงหน้าและไม่ถูกควบคุมโดยองค์กรใดองค์กรนึง เช่น เหรียญ XRP มี Total Supply อยู่ที่ 100 พันล้านโทเคน จึงทำให้นักเทรดสามารถเห็นและคำนวณอุปทานของเหรียญคริปโตได้อย่างโปร่งใส่ ซึ่งเป็นตัวแปรสำคัญในการตัดสินใจลงทุน
ประเภทของอุปทานในเหรียญคริปโต
1. อุปทานรวม (Total Supply)
จำนวนเหรียญหรือโทเคนปัจจุบันที่มีอยู่ในระบบทั้งหมด โดยไม่รวมเหรียญที่ถูกสร้างขึ้นในอนาคต หรือ เหรียญที่ถูกเผาไปแล้ว (Token Burning)
2. อุปทานหมุนเวียน (Circulating Supply)
จำนวนเหรียญหรือโทเคนที่กำลังถูกซื้อขายหมุนเวียนอยู่ในตลาด โดยมูลค่ามักมีความผันผวนสามารถขึ้นหรือลงได้ตามช่วงเวลา ซึ่งจะไม่นับรวมเหรียญที่ถูกล็อค สำรอง หรือ ขุดเหรียญ (Mining) อีกทั้งอุปทานหมุนเวียนสามารถสะท้อนมูลค่าตลาด (Market Cap) ของเหรียญที่ถูกใช้อย่างแพร่หลายได้อีกด้วย
3. อุปทานสูงสุด (Max Supply)
จำนวนเหรียญหรือโทเคนทั้งหมดที่จะมีอยู่ตลอดการใช้งานของสกุลเงินดิจิตอลนั้น ๆ และจะไม่มีการถูกสร้างขึ้นใหม่เพิ่มเติมในอนาคตอีก
ทำไมอุปทานถึงมีผลต่อราคาคริปโต
อุปทานถือเป็นหนึ่งในตัวแปรหลักของกลไกราคา เพราะราคาคือผลลัพธ์ของการพบกันระหว่างอุปสงค์ (Demand) และอุปทาน (Supply) หากอุปทานของเหรียญหนึ่งมีจำนวนมากขึ้น แต่ความต้องการเท่าเดิม ราคาก็จะลดลงโดยธรรมชาติ ในทางตรงกันข้าม ถ้าเหรียญมีจำนวนจำกัดและเป็นที่ต้องการสูง ราคาย่อมมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
ตัวอย่าง 1: Bitcoin (BTC)
Bitcoin ถูกออกแบบให้มีอุปทานจำกัดที่ 21 ล้านเหรียญเท่านั้น และทุก ๆ 4 ปีจะมีเหตุการณ์ที่เรียกว่า "Halving" ซึ่งจะลดรางวัลการขุดลงครึ่งหนึ่ง ทำให้เหรียญใหม่เข้าสู่ระบบน้อยลง เมื่อรวมกับความนิยมที่เพิ่มขึ้นทั่วโลก ทำให้ราคาของ Bitcoin มีแนวโน้มสูงขึ้นเรื่อย ๆ ในระยะยาว
ตัวอย่าง 2: Ethereum (ETH) หลัง The Merge
หลังจาก Ethereum เปลี่ยนระบบเป็น Proof of Stake และนำกลไก EIP-1559 มาใช้ ค่าธรรมเนียมส่วนหนึ่งจากทุกธุรกรรมจะถูกเผาทิ้ง ส่งผลให้ ETH กลายเป็นสินทรัพย์ที่มีลักษณะ Deflationary ในบางช่วงเวลา กล่าวคือ มีเหรียญหายไปจากระบบมากกว่าที่ถูกผลิตใหม่ ซึ่งช่วยลดอุปทานและส่งผลให้ราคามีแนวโน้มปรับตัวขึ้น โดยเฉพาะในช่วงที่มีปริมาณการใช้งานบนเครือข่ายสูง
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับอุปทาน
-
อุปทานส่งผลต่อราคาคริปโตจริงหรือไม่
Supply ในคริปโตใช้หลักการเดียวกับเศรษฐศาสตร์พื้นฐาน ฉะนั้น อุปทานจึงมีส่วนสำคัญในการส่งผลกระทบต่อราคาเหรียญ เพราะเป็นตัวกำหนดความมีอยู่หรือความขาดแคลนของสกุลเงินดิจิทัลนั้น ๆ หากความต้องการเพิ่มขึ้น แต่เหรียญมีจำกัด ราคาของเหรียญจะสูงขึ้นจากความขาดแคลน ในทางกลับกันหากอุปทานของเหรียญในตลาดมีมากเกินไป แต่นักเทรดไม่ต้องการ ราคาของเหรียญก็จะลดลง
-
เหรียญที่มีอุปทานไม่จำกัดน่าลงทุนไหม
การลงทุนในเหรียญที่มี Supply ไม่จำกัด เช่น Ethereum และ Dogecoin เทรดเดอร์ควรพิจารณาปัจจัยอื่นควบคู่กันไป ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยีที่ใช้ ประโยชน์การใช้งานจริง และความแข็งแกร่งของคอมมูนิตี้ เนื่องจากการมีอุปทานแบบไม่จำกัดไม่ได้หมายความว่าเหรียญนั้น ไม่น่าลงทุน เพียงแต่อาจส่งผลต่อการเพิ่มมูลค่าในระยะยาว
-
Circulating Supply กับ Market Cap เกี่ยวกันอย่างไร
อุปทานหมุนเวียน (Circulating Supply) และ มูลค่าตลาด (Market Cap) มีความเชื่อมโยงกันเพราะ Circulating Supply ช่วยสะท้อนจำนวนเหรียญที่ถูกหมุนเวียนในตลาดสาธารณะ จึงทำให้ Market Cap ที่ได้มีความสมจริงมากกว่าการใช้ Total Supply เนื่องจากเหรียญท่ีถูกล็อกหรือสำรองไว้ ไม่สามารถทำการซื้อขายในตลาดได้ จึงไม่ถูกนับรวม
โดยมีวิธีการคำนวน คือ Market Cap = ราคาเหรียญ x Circulating Supply
Conclusion
“อุปทาน” (Supply) คือ แนวคิดพื้นฐานทางเศรษฐศาสตร์ที่ไม่ได้มีบทบาทแค่กับสินทรัพย์ทั่วไปในโลกจริง แต่ยังเป็นกุญแจสำคัญในการช่วยวิเคราะห์โลกของสกุลเงินดิจิทัลด้วย ดังนั้น ความเข้าใจเกี่ยวกับ Supply ทั้งประเภท และความสัมพันธ์ของอุปทานกับราคา จะสามารถช่วยให้นักลงทุนตัดสินใจได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น อีกทั้งนักเทรดควรวิเคราะห์อุปทานควบคู่กับปัจจัยอื่น ๆ เพื่อที่จะสามารถเข้าใจกลไลตลาดได้อย่างครอบคลุม ซึ่งจะเป็นการลดความเสี่ยงในการลงทุนและสร้างโอกาสในการทำกำไรได้
คำเตือน
*คริปโทเคอร์เรนซีและโทเคนดิจิทัลมีความเสี่ยงสูง ท่านอาจสูญเสียเงินลงทุนได้ทั้งจำนวน โปรดศึกษาและลงทุนให้เหมาะสมกับระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้
**บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อการศึกษาเท่านั้น ไม่ได้มีวัตถุประสงค์ในการให้คำแนะนำทางการเงินแต่อย่างใด
อ้างอิง
Share this
- มกราคม 2026 (17)
- ธันวาคม 2025 (22)
- พฤศจิกายน 2025 (12)
- ตุลาคม 2025 (20)
- กันยายน 2025 (18)
- สิงหาคม 2025 (22)
- กรกฎาคม 2025 (36)
- มิถุนายน 2025 (31)
- พฤษภาคม 2025 (26)
- เมษายน 2025 (39)
- มีนาคม 2025 (20)
- กุมภาพันธ์ 2025 (32)
- มกราคม 2025 (9)
- ธันวาคม 2024 (10)
- พฤศจิกายน 2024 (8)
- ตุลาคม 2024 (9)
- กันยายน 2024 (9)
- สิงหาคม 2024 (15)
- กรกฎาคม 2024 (2)
- มิถุนายน 2024 (46)
Subscribe by email

สหรัฐฯ ประกาศย้ำจุดยืนเป็นเมืองหลวงคริปโตของโลก

อัปเดต Android เพื่อใช้งานแอป Bitazza Thailand ต่อเนื่อง

CTXC Coin คืออะไร? เจาะลึก Cortex บล็อกเชน AI และอัปเดตข่าวล่าสุด 2026

Bitazza ขยายโครงสร้างพื้นฐาน USDT ผ่านการผสานเครือข่าย Kaia Blockchain

เจาะลึก XAI Coin คืออะไร? สรุปข่าวล่าสุด ระบบนิเวศ และแนวโน้มราคาปี 2026

ชวนอัปเดต ZETA Coin จากอดีตเหรียญน้องใหม่สู่ปี 2026

ถอดวิกฤตเหรียญ LUNA จากดาวรุ่งสู่ดาวร่วง

จับตาอนุมัติกฎหมาย CLARITY Act หนุนตลาดคริปโตขาขึ้น

รู้จัก WAN Coin เหรียญลับโลก Cross-Chain ใน 3 นาที

